“ต้นทุน-ราคาค่าจ้าง” กับอาชีพสายฟรีแลนซ์ ในมุมมองของผู้ประกอบการ และ…ลูกค้า

— ประเด็นวันนี้อาจจะละเอียดอ่อน แสดงความคิดเห็นได้ แต่อย่าดราม่ากันแรงนะคับ —

บล๊อกนี้ไม่มีอะไรมากหรอก แค่เขียนๆ-บ่นๆ เฉยๆ (ฮา)

เรื่องของเรื่องก็คือ…ไปเห็นโพสต์หนึ่งที่แชร์กันเยอะในเฟสบุ๊คช่วงที่ผ่านมา หัวข้อคือ “ส่อง 10 ธุรกิจลงทุนจิ๊บๆ แค่ใช้ทักษะที่มีในตัวก็ทำเงินได้” (ตามไปอ่านเต็มๆ ได้ที่ต้นทาง http://www.thairath.co.th/infographic/359)

เนื้อหาก็ไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่แนะนำอาชีพสายฟรีแลนซ์ซึ่งเป็นอาชีพยอดฮิตในยุคนี้ เช่น ติวเตอร์ ช่างภาพ กราฟิกดีไซน์ ซึ่งตอนแรกอ่านจบก็โอเค เหมือนจะดี เป็นการให้แนวทางว่ามีอะไรหลายอย่างเลยนะที่คุณอาจจะเอามาหาเงินได้โดยที่คุณไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมแล้วนะ เพราะคุณน่าจะพอมีความรู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว ถึงต้องศึกษาเพิ่ม คุณก็จะเร็วกว่า ได้เปรีนบกว่าคนอื่น

แต่ประเด็นคือในเฟสบุ๊คแทบจะทุกโพสต์ที่แชร์กันมา มีการคอมเมนท์เหมือนกันว่า…

“ทำคนที่ไปหาข้อมูลมาจากไหน! อาชีพพวกนี้เหรอไม่มีต้นทุน คิดจริงๆ ต้นทุนแพงมากเลยนะ
อย่ามาหาว่าอาชีพพวกนี้หาเงินง่ายแล้วก็มากดราคากันสิ”

ถ้าไปกระทบใครก็ขออภัยด้วยครับ <(_ _)>

จากที่ไปอ่านๆ มาเลยทำให้เรางงนิดหน่อย ว่า…อ้าว เนื้อความจริงๆ ที่เขาอยากสื่อไม่ได้หมายความว่าความสามารถพิเศษของคุณเอามาหาเงินได้หรอกหรือ? ทำไมคนอื่นแปลความออกมาแบบนั้นล่ะ?

ถ้าคนทำรูปไม่ได้หมายความแบบที่โดนคอมเมนท์กันไปก็น่าเห็นใจนะ ทำออกมาแล้วดันโดนต่อว่าจากทุกโพสต์เลย

แต่ช่างเถอะ!

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า 555

ต้นทุน … เรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่

คงไม่ต้องอธิบายเนอะว่าต้นทุนคืออะไร สำหรับผู้ประกอบการ มันคือสิ่งที่เราเสียเงินเสียทองไปมากมายเพื่อให้ธุรกิจของเราเกิดขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่อาชีพสายฟรีแลนซ์จะมีต้นทุนที่คล้ายๆ กันนั่นคือ…

  • ค่าความรู้ – ไม่ว่าจะวาดรูป เขียน ภาษา สกิลต่างๆ ต้องใช้เวลาและเงินเพื่อเรียนมาทั้งนั้นแหละ
  • ค่าอุปกรณ์ – กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่กระดาษปากกา ไม่ใช่ได้มาฟรีๆ นะ
  • ค่าเดินทาง/กิน/ใช้/ไฟ/น้ำ/บลาๆๆ (อ้าว พูดไปพูดมาก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไปที่นา)

ขอโฟกัสที่อาชีพที่ไม่ต้องมีค่าอุปกรณ์หรืออุปกรณ์หาง่าย มีในทุกครัวเรือนอยู่แล้วก่อนแล้วกันนะ … อาชีพพวกนี้ตัวอย่างเช่น โปรแกรมเมอร์ (เช่นเราเองนี่แหละ) นักเขียน นักแปล ถึงต้องใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนช่วยเหลือในการทำงาน แต่เรามองว่าถึงคุณในทำอาชีพพวกนี้ ถ้ายังอาศัยอยู่ในตัวเมืองคุณก็ซื้อมันมาใช้อยู่ดีนั่นแหละ

ดังนั้นอาชีพพวกนี้ถึงจะบอกว่ามีค่าต้นทุนเป็นคอมพิวเตอร์ (รวมค่าอินเตอร์เน็ตไปด้วย..อ่ะ) แต่มันก็คงไม่แพงเท่าค่าความรู้หรอกนะ!

ปัญหาคือ “ความรู้” มันเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม มันAbstract! แล้วจะตีราคามันอย่างไรล่ะ

ขอข้ามไปก่อน มาดูกลุ่มที่สองกัน กลุ่มที่มีค่าต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด นั่นคืออาชีพสายที่ต้องลงทุนอุปกรณ์! … เช่น ช่างภาพ (ใครเล่นกล้องจะรู้เลยว่าเลนส์หนึ่งตัว เท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนเลยนะ) กราฟิกดีไซน์ (ถ้าไม่เสียค่าอุปกรณ์ ก็เสียเงินกับค่าโปรแกรมล่ะ) ช่างแต่งหน้า/ทำผมสไตลิส ไม่ต้องพูดเนอะว่าต้นทุนมาจากไหนกัน

แล้วตั้งราคายังไงดี

แล้วถ้าจะทำอาชีพพวกนี้ เราจะคิดราคาค่างานของเราเท่าไหร่ดี โดยรวมแล้วก็มักคิดตามหลักเศรษฐศาสตร์

เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักกราฟนี้ กราฟ Demand-Supply หรือ เส้นอุปสงค์-อุปทาน บอกก่อนว่าเราไม่เก่งเศรษฐศาสตร์ อาจจะมั่วๆ บ้างตามความรู้โปรแกรมเมอร์ (ฮา) แต่แนะนำเลยนะว่าใครเคยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์แต่ลืมไปแล้ว อย่างน้อยน่าจะจำกราฟนี้ไว้หน่อยนะ เพราะจริงๆ เราก็รู้แค่กราฟนี้แหละ 55

  • Demand เส้นลูกค้าสีแดง – แสดงความต้องการของคน ยิ่งของราคาแพง จำนวนที่ขายได้ก็จะน้อย / แต่ถ้าราคาของถูกลงจำนวนที่ขายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น
  • Supply เส้นคนขายสีน้ำเงิน – แสดงความอยากในการขายของ คนขายน่ะ อยากขายให้ได้เยอะๆ แถมราคาสูงๆ อยู่แล้วล่ะ

ปัญหาคือถ้าราคาของแพงไป คนซื้อย่อมไม่ควักตังค์จ่าย แต่ถ้าราคาของถูกไป คนขายก็จะไม่อยากทำเพราะไม่คุ้มเลย เราจึงต้องหาจุด Equilibrium ให้เจอ ซึ่งมันคือจุดให้การเจอกันครึ่งทาง คือราคา ณ จุดนี้ คนซื้อก็พอรับไหว คนขายก็พอใจ

กฎของที่ 1 ของการตั้งราคา (เราบัญญัติเองนะ) – การตั้งราคาของคุณจะต้องดูตลาดด้วย ไม่ใช่ตั้งตามใจฉัน เรียนมาแพง อุปกรณ์ราคาสูง งั้นตั้งซัก 100,000 ต่องานละกัน … ใช่ คุณตั้งได้แต่ก็ต้องทำใจยอมรับนะว่าถ้าราคาเกินจุด Equilibrium ไปแล้วจำนวนลูกค้าจะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเลย

ลูกค้าที่มี Royalty ในงานของคุณน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เช่น ดารา เวลาคนพวกนี้ขายของหรือโฆษณาอะไร จะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ เพราะลูกค้ากลุ่ม Royalty ยอมจ่ายเงินเพื่อความชอบ/ฟินของตัวเอง ก็ทำแล้วมีความสุขอ่ะ

แต่ลูกค้าทั่วไปซึ่งน่าจะกินส่วนแบ่งไปเกินครึ่งเขาอาจจะไม่พอใจกับสินค้าราคาขนาดนี้ของคุณหรอกนะ และส่วนใหญ่ การจะทำให้ตัวเองเป็นเซเล็ปที่สร้างฐานลูกค้า Royalty ได้นี่ยากน่าดูนะ

กฎของที่ 2 – ปริมาณคนที่ทำงานนั้นได้ “มาก/น้อย” แค่ไหน ถ้าคนในตลาดแรงงานที่ทำงานชิ้นนี้ได้มีมาก บางทีคุณก็อาจจะตั้งราคาสูงไม่ได้ ให้ลองสำรวจตลาดดูว่าทั่วไปเขาตั้งกันเท่าไหร่ เพราะลูกค้าของคุณเวลาจะหาคนจ้างงานก็ทำแบบนี้แหละ คือเสิร์จกูเกิ้ลแล้วหาคนที่งานพอใช้ได้และราคาถูกที่สุด ต้องเข้าใจก่อนนะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ต้องการงานที่ดีมากแต่ต้องการงานที่ถูก แปลว่าถ้าลูกค้าเจอคนที่ถูกกว่าแม้งานเขาจะดีสู้คุณไม่ได้ แต่โอกาสที่คุณจะเสียลูกค้าก็มีเยอะแล้วล่ะ เพราะเขาไม่ง้อคุณ!

แต่กลับกัน ถ้างานที่คุณทำอยู่ มีคนทำน้อย อันนี้อาจจะเข้าข่าย “เล่นตัว” ได้ เพราะคนรับงานหายากนะ แพงเท่าไหร่ก็ต้องจ่าย … คำเตือนสำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มนี้คือหมั่นอัพเดทข้อมูลตลอดเวลาด้วยนะ ปีนี้อาจจะมีคนทำเรื่องนี้ได้แค่ไม่กี่คน แต่ปีหน้าจำนวนคนที่ทำได้มันอาจจะเพิ่มขึ่นแล้วราคาถูกกว่าคุณก็ได้นะ หรือแย่กว่านั้นคือเทคโนโลยีที่คุณเทพอยู่คนเดียวดันเลิกใช้ไปแล้ว (สายITนี่ตัวดีเลย เดือนนี้บูมอยู่ เดือนหน้ามีตัวใหม่มาแทนแล้ว)

กฎข้อที่ 3 – ถูกแต่อย่าถูกเกินไป ลูกค้าชอบของราคาถูก แต่การตั้งราคาถูกๆ ตัดราคาคู่แข่งในบางสายงานอาจจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้นะ ต้องระวังเรื่องนี้ด้วย

เราเคยทำงานกับสายสถาปนิก มีเรื่อง ” จรรยาบรรของสถาปนิก” มาเกี่ยวด้วยซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.asa.or.th/th/node/99357 หากสถาปนิกคนไหนไม่ทำอาจจะโดนยกเลิกใบอนุญาตได้)

อีกเรื่องที่ความระวังในการตั้งราคาถูกๆ คือ Price War หรือ สงครามตัดราคา … หมายความว่าถ้ามีร้านค้าหลายร้านขายของในราคา 100 บาท แล้วจู่ๆ ร้านAก็ประกาศว่าฉันจะขายในราคา 90 บาท แน่นอนว่าในช่วงแรกๆ ลูกค้าจะแห่กันไปร้านAเพราะราคาถูก ทำให้ร้านอ่านๆ ไม่พอใจแล้วปรับราคาบ้าง อาจจะปรับเป็น 80 บาทเพื่อเรียกลูกค้า ลูกค้าก็จะแห่กันไปร้านนั้น ถ้าร้านAอาจเอาชนะอีกก็จะปรับเป็น 70 บาทแข่งกันไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายอาจจะขาดทุนทั้งคู่ งานนี้คนขายเจ็บกันถ้วนหน้าแต่คนซื้อเฮฮา

แล้วจะถูกได้แค่ไหน โอเค คิดแบบนี้ละกัน ถูกกว่าคนอื่นได้ แต่อย่าให้ตัวเองขาดทุนด้วยวิธีการเอาจำนวนเข้ามาช่วยแล้วคุณจะรู้ว่า “ตัวคูณ” เป็นอะไรที่คนค้าขายรักมาก

ขอยกคำที่อากงเคยสอนไว้มาบอกหน่อยละกัน

“ขายมาก กำไรน้อย -> กำไรไม่น้อย / ขายน้อย กำไรมาก -> กำไรไม่มาก”

กฎข้อที่ 4 – ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า อันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับการตั้งราคา แต่การเสนอราคากับลูกค้าควรจำเอาไว้ว่าต้องซื่อสัตย์ ให้ข้อมูลให้ครบว่าราคาที่เขาต้องจ่ายเนี่ย เขาจะได้อะไรตอบแทนกลับไปบ้าง พูดให้เคลียร์ อย่าทำเหมือนโฆษณาบางตัวที่มีตัวอักษรเล็กๆ วางไว้ข้างล่างว่าใช้เพื่อการโฆษณาเท่านั้น หรืออย่าใช้ชื่อ/รายละเอียด/ศัพท์เฉพาะหลอกให้ลูกค้าสับสนเช่น โปรโมชั่นแบบอันลิมิตใช้เท่าไหร่ก็ได้แต่พอใช้เกินปริมาณที่กำหนดก็จะโดนตัดอะไรบางอย่างออก

แต่ที่พูดผ่านมาทั้งหมดนี่…ลูกค้าไม่ได้คิดแบบคุณหรอกนะ (หึหึ)

ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่เราอยู่ในบทบาทของ ลูกค้า มากกว่า คนขาย ที่บอกแบบนี้เพราะในแต่ละวัน คุณใช้เงินจ่ายค่าต่างๆ เยอะมากเลยนะ ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเน็ต ค่าไฟ/น้ำ ซื้อของฟุ่มเฟือยต่างๆ

เชื่อว่าทุกคนเคยบ่นว่า “ทำไมนับวันของยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ” สิ่งที่น่าจะโดนบ่นบ่อยมากที่สุดขอสรุปเอาเองว่าเป็นค่าอาหาร ตามด้วยค่าเดินทาง

ปกติกินข้าวจานละ 50 บาท อยู่มาวันหนึ่งร้านอาหารบอก ตั้งแต่วันนี้ไปหนึ่งจานราคา 60 บาทแล้วนะ

หงุดหงิดมั้ยล่ะ? นี่แค่ขึ้นราคาแค่ 10 บาทเองนะ ผลจากการขึ้นราคานี้มีหลายทาง คุณอาจจะทนกินร้านนี้ต่อไป หรือไม่ก็เลิกกินแล้วไปหาร้านที่ถูกกว่าถึงแม้จะอร่อยน้อยกว่าก็ตาม

ย้ำอีกที … นี่ขึ้นแค่ 10 บาทเองนะ

สังเกตอะไรมั้ย เมื่อเราสวมบทลูกค้าอยู่ ถือว่าไม่ใช่กลุ่ม Royalty นะ เพราะถ้า Royalty แพงขนาดไหนก็เต็มใจซื้อ (ทั้งทั้งน้ำตา) เราอยากได้ของดีและราคาถูก แล้วถ้าเป็นเคสร้านอาหาร เขาแย้งคุณได้มั้ยว่ากว่าเขาจะทำอาหารแบบนี้ได้ต้องฝึกมานานมากเลย ขอขึ้นราคาหน่อยละกันเนื่องในโอกาสน้ำมันแพง (เอ๊ะ?)

ลูกค้าไม่สนหรอก คุณจะลงค่าต้นทุนของคุณไปเท่าไหร่ ฉันอยากได้ของนี่ในราคาถูก ฉันมีจุดพีคของฉัน ถ้าราคามากกว่านี้ฉันก็ไม่ซื้อ/จ้างหรอก

ดังนั้น ในมุมมองลูกค้า (ส่วนใหญ่ที่คุณน่าจะเจอ)

  • จ้างเขียนเว็บร้านค้า – จัดเต็มให้เลย เทคโนโลยีใหญ่ล่าสุด เซิร์ฟเวอร์ทรงพลัง พร้อมราคา 6 หลัก -> ลูกค้าบอกแพงไป ขอซัก 5,000 ได้มั้ย แค่อยากมีเว็บ จะแพงอะไรนักหนา ถ้าแพงขนาดนั้นใช้พวกเว็บสำเร็จรูปฟรีๆ ก็ได้
  • กราฟิกดีไซน์ – จัดเต็มให้เหมือนเคสข้างบน ทฤษฎีศิลป์ องค์ประกอบ เลเอ้าท์ ทุกอย่างเพอเฟ็ค พร้อมราคา 5 หลัก -> ลูกค้าบอกแค่รูปไม่กี่รูป 1,000 เดียวได้มั้ย ไม่งั้นไม่มีเงินจ่าย ใช้ PowerPoint ลากปะเอาเองก็ได้
  • งานแปล/งานเขียน – แปลความภาษาสวยงาม บริบทถูกต้อง คำศัพท์สวยหรู อ่านง่ายไม่ติดขัด พร้อมราคา 4 หลัก -> ลูกค้าบอก แค่แปลงานเอง คุณรู้ภาษาอยู่แล้ว แค่เขียนใหม่เป็นภาษาอื่น โดยเข้า Google Translate ก็จบแล้ว

นั่นแสดงให้เห็นว่าลูกค้าไม่ค่อยสนใจหรอกว่าคุณใช้เวลาเรียนรู้การทำงานของคุณนานแค่ไหน สิ่งที่เขาอยากได้ก็แค่ งาน เพิ่มเติมคือ ราคาถูก ซึ่งจะมีแต่คนในสายเดียวกันเท่านั้นแหละที่เข้าใจ

ลูกค้า Royalty … ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น

กฎที่ว่ามายืดยาวข้างบนน่ะ จะถูกลบไปไม่มีเหลือเมื่อเจอกับลูกค้ากลุ่มแฟนคลับ หรือลูกค้าที่มีความ Royalty

ลูกค้ากลุ่มที่คุณทำอะไรก็ถูกไปซะทุกอย่าง ยินดีจ่ายเงินจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ยเพื่อซื้อของของคุณ

ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงการสร้างแบรนด์ อยู่นั่นเอง เพราะมันหนึ่งในไม่กี่วิธีที่จะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนมุมมองและความรู้สึกต่อสินค้าได้ จากเดิมที่เขาไม่สนใจว่ากว่าคุณจะมาถึงวันนี้ได้คุณผ่านอะไรมาบ้าง เขาก็จะเริ่มสนใจ เริ่มว้าวไปกับคุณ สุดท้ายก็จะยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อสนับสนุนร้านค้าของคุณเอง

แต่บล๊อกนี้ไม่ได้จะพูดเรื่องการสร้างแบรนด์ เราเลยจะขอจบเนื้อหาแต่เพียงเท่านี้ หากใครสนใจลองกูเกิ้ลดูได้ วิธีการสร้างแบรนด์ให้ดังมีคนเขียนไว้มากมายหลายร้อยบทความเลย

วันนี้พอแค่นี้ก่อนล่ะ บาย ^__^

1628 Total Views 3 Views Today
Ta

Ta

สิ่งมีชีวิตตัวอ้วนๆ กลมๆ เคลื่อนที่ไปไหนโดยการกลิ้ง .. ถนัดการดำรงชีวิตโดยไม่โดนแสงแดด ปัจจุบันทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับเว็บไซต์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง งานอดิเรกคือ เขียนโปรแกรม อ่านหนังสือ เขียนบทความ วาดรูป และ เล่นแบดมินตัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *