[ทริป] @Hokkaido ~ ท่องธรรมชาติรอบเกาะฮอกไกโด 2016

เพิ่งไปเที่ยวญี่ปุ่นรอบที่ 2 มา (ครั้งแรกคือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นไปแถวภาคกลาง โตเกียว-เกียวโต-โอซาก้า) ครั้งนี้ไปกันที่เกาะที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่นคือ ฮอกไกโด นั่นเอง

และเนื่องจากเป็นคนที่คิดว่าการท่องเที่ยวคือการไปพ้กผ่อน ครั้งนี้เราก็เลยไปกับทัวร์แน่นอนเพราะมันสบายและถูกกว่าไปเอง ที่เลือกๆ มามีหลายเจ้าแต่ที่รายการ+เวลาโอเคสุดคือของ Go Holiday ที่ต้องจองผ่าน Quality Express Tour (Qetour)  อีกทีนึง

ตารางการท่องเที่ยวแบ่งเป็น 7 วัน แต่วันแรกกับวันสุดท้ายอยู่บนเครื่องบินดังนั้นไม่นับละกัน นับ day#1 จริงๆ คือวันที่ 2 ตามรายการทัวร์ ถ้าดูจากแผนที่ข้างล่างคือคุ้มมาก เพราะไปรอบเกาะเลย ขาดจุดสำคัญบางที่เช่น ฮาโกดาเตะ ฟุราโนะ และ วักกะไน แต่โดยรวมก็จัดว่าค่อนข้างครบ (ราคาทัวร์ 59,000 บาท)

มารู้ประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่จะไปเที่ยวกันก่อนนะ

สำหรับฮอกไกโด (ตามสำเนียงจริงๆ น่าจะออกว่า “ฮก-ไก-โด” มากกว่า) เนื่องจากเป็นเกาะเหนือสุดของแดนอาทิตย์อุทัย สมัยก่อนมีชื่อเรียกว่า “เอโซะ” ไม่มีคนญี่ปุ่นอยู่อาศัย มีแต่ชาวพื้นเมืองที่ชื่อว่า “ชาวไอนุ”  จนเมื่อญี่ปุ่นเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายจักรพรรดิกับฝ่ายโชกุน ปรากฎว่าฝ่ายโชกุนพ่ายแพ้ต้องหนีมายังเกาะเอโซะนี้ แต่ในที่สุดก็โดนรัฐบาลส่งกำลังมาปราบซะ ภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่าเกาะก็ขนาดตั้งใหญ่ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ รีบๆ เข้ามาใช้ประโยชน์ดีกว่าก่อนที่รัสเซียที่อยู่ใกล้ๆ กันจะมาเทคโอเวอร์ไปซะก่อน จึงส่งคณะผู้บุกเบิกเข้ามา และสร้างเมืองหลวงที่ ซัปโปโร (Sapporo) ดังนั้นเมืองของที่นี่จะเป็นเมืองใหม่ สร้างมาประมาณ 100 ปี เป็นยุคที่ญี่ปุ่นเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาแล้ว บ้านเมืองทั้งหมดเลยสร้างเลียนแบบฝรั่ง ถ้าคิดจะมาดูตึก วัด หรือสิ่งก่อสร้างที่ดูเป็นญี่ปุ๊น~ญี่ปุ่น จะหาไม่ค่อยได้ในเกาะนี้นะ

คำแนะนำสำหรับการแต่งตัว

  • (คำแนะนำทั้งหมดสำหรับอ้างอิงจากตัวเรา ที่ขี้ร้อน+ทนหนาวได้พอสมควร / เดือนที่ไปเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ กำลังจะเข้าฤดูร้อน)
  • อากาศมักจะหนาวเย็นกว่าเมืองทางใต้อยู่ราวๆ 10 องศา ฤดูหนาวก็ยาวกว่ากินเวลาเกือบครึ่งปี โดยทริปนี้ไปช่วงปลายเดือนพฤษภา-ต้นมิถุนา อากาศกำลังดี ถ้าโตเกียวอุณหภูมิ 25 องศา ที่นี่ก็ประมาณ 15 องศาล่ะ
  • ใครขี้ร้อนที่นี่คุณจะสามารถใส่เสื้อหนาวตัวเดียวเดินทั้งวันได้โดยเหงื่อไม่ออก แต่ถ้าใครขี้หนาวคงต้องเตรียมเสื้อหนาวหนาๆ ไปหลายตัวเสียหน่อยนะ
  • อุณหภูมิเฉลี่ยน 15 องศา ตอนเที่ยงจะอยู่ประมาณ 20 องศากว่าๆ ส่วนถ้าพระอาทิตย์ตกไปแล้วถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจะเหลือเลขหลักเดียว (ประมาณ 5-9 องศา)
  • ถ้าออกชนบทลมค่อนข้างแรง เสื้อควรจะกันลมได้ด้วย
  • นอกจากกันลมแล้ว เสื้อกันฝนได้จะดีมาก แต่เราพกร่มไปแทน บางทีลมแรงมากจนร่มพลิกก็มี
  • ใส่กางเกงสี่ส่วนของยูนิโคล ผ้าไม่หนามากก็เอาอยู่ (มีวันที่เข้า Ice Pavilion ใส่กางเกงยีนส์ครั้งเดียว)
  • รองเท้าผ้าใบถ้ากันน้ำได้จะดีมาก ไม่งั้นตอนฝนตกจะเย็นเท้านะ มีวันนึงเดินในเมืองก็ใส่รองเท้าแตะ ได้อยู่เหมือนกัน

คุณไกด์ประจำทริป

ปกติแล้วเวลาไปทัวร์ มักจะมีไกด์ประจำทริปแค่คนเดียว แต่เพราะสมาชิกทัวร์ครั้งนี้ มีผู้สูงอายุเยอะหน่อย ทางบริษัทเลยจัดมาให้ช่วยกัน 2 คนเลย คือไกด์คุณรัตน์ และ ไกด์คุณวี ส่วนคนขับรถเป็นคนญี่ปุ่นชื่อ ยาสุอิ อายุ 46ปี ได้ไปลองคุยกับเขาเพื่อทดสอบภาษาญี่ปุ่นที่เคยเรียนเมื่อหลายปีที่แล้ว สรุปคือพูดอังกฤษแทนละกัน (ฮา)

โดยไกด์รัตน์จะเป็นไกด์หลักประจำทริป ดูแลดี เล่าเรื่องสนุก เป็นกันเอง ส่วนไกด์วีปกติจะอยู่รูทโตเกียว ครั้งนี้มาเป็นผู้ช่วย … เอาจริงๆ เราว่าไกด์เนี่ยเป็นสิ่งที่ทำให้มาทัวร์แล้วสนุกนะ นั่งในรถก่อนลงไปเที่ยว ถ้าไกด์ดี เล่าอะไรให้ฟังพวกประวัติเกี่ยวกับสถานที่ที่กำลังจะไปจะทำให้เที่ยวสนุกขึ้น

กล้องประจำตัว

เผื่อคนอยากรู้ว่าทริปนี้ รูปทั้งหมดที่ถ่ายมาน่ะใช้กล้องอะไร คำตอบคือ กล้องมิเรอร์เลส Sony NET-5T (ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น a5100 เรียบร้อยแล้ว) พร้อมเลนส์ที่ใช้ประจำ 18-200mm. (ที่ราขึ้นไปแล้ว ล้างไม่ได้ด้วย) แต่ที่เพิ่มเติมคือเลนส์ถ่ายมุมกว้าง (เลนส์ไวด์) 10-18mm. ที่ตัดสินใจซื้อมาเพราะได้ไปทริปนี้โดยเฉพาะเลยล่ะ เอามาถ่ายวิวโดยเฉพาะ

ข้อมูลและการเดินทาง

จริงๆ การไปเที่ยวกับทัวร์น่ะไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ตามไกด์ไปเรื่อยๆ ก็เที่ยวได้ทั่วพร้อมข้อมูลสถานที่แน่นปึก แต่ตามรายการทัวร์จะมีวันสุดท้ายที่เป็นวันฟรีเดย์ (Free Day) คือวันที่เขาปล่อยให้ไปไหนก็ได้เอง เลยต้องมานั่งวางแผนกัน

และเพราะว่าเป็นคนชอบใช้เครื่องมือประเภทออฟไลน์ (ทั้งที่เป็นโปรแกรมเมอร์) เลยซื้อหนังสือมาอ่าน ใช้เล่มนี้แหละ ของ D-Plus (สำนักพืมพ์โปรวิชัน) ข้างในมีแผนที่แต่ละเมืองให้ด้วย

 

พร้อมแล้ว! โอเค … ไปได้!

เหมือนการเดินทางไปต่างประเทศโดยทั่วไปคือเริ่มต้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ เที่ยวบินไปญี่ปุ่นครั้งนี้ของเราคือ การบินไทย TG-670  (เป็นเครื่องโบอิ้ง 747 เครื่องใหญ่ นั่งสบาย บินนิ่ง) ออกเดินทางห้าทุ่มกว่าเกือบเที่ยงคืน ใช้เวลาบินทั้งหมด 6 ชั่วโมง (ถ้าเป็นขากลับจะใช้ 7 ชั่วโมงเพราะบินทวนลม) เครื่องเทคออฟเสร็จก็นอนกันเลย หรือจริงๆ ต้องบอกว่าเริ่มนอนตั้งแต่เครื่องยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำ ที่รีบนอนก็เพราะว่าเรามีเวลานอนจริงๆ แค่ 4 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนเครื่องลงแอร์จะเริ่มเอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟแล้ว วันแรกที่ไปถึงเลยมึนไปครึ่งวัน (ปกตินอนวันละ 7-8 ชั่วโมง โดนลดเวลานอนไปครึ่งนึง)

ปกติ ถ้าใครไปญี่ปุ่นสนามบินที่น่าจะนึกถึงคือฮาเนดะและนาริตะ แต่สำหรับฮอกไกโดแล้วจะมีสนามบินหลักชื่อ “นิว จิโตเสะ” (New Chitose) ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่เล็กๆ (ฮา) ขนาดทีว่าจุดเช็กอิน ตรวจคนเข้าเมือง และเกตขึ้น/ลงเครื่องแทบจะอยู่ติดกันอยู่แล้ว แต่ที่เด็ดสำหรับสนามบินแห่งนี้คือ มันมีห้างอยู่ในสนามบินล่ะ!


 

รายการวันที่ 1

  • โดราเอม่อน วาคุวาคุ สกายปาร์ค
  • ทุ่งดอกไม้สีเหลือง นาโนะฮานะ (เรพซีด)
  • Ice Pavilion
  • น้ำตกกิงกะ+ริวเซย์

และจุดแรกที่เราไปเที่ยวกันก็อยู่ในสนามบินนี่ล่ะ (ประสบการณ์แปลกใหม่ เริ่มโปรแกรมแรกอยู่ในสนามบิน) นั่นคือ Doraemon WakuWaku Sky Park ซึ่งอยู่ชั้น 3 ในสนามบิน ชั้นเดียวกับจุดเช็กอินกระเป๋า ห่างกันแค่ 100 เมตร โดยไกด์ให้เราเอากระเป๋าไปเก็บในรถที่จอดอยู่ข้างล่างกันก่อน แล้วหลังจากเอากระเป๋าขึ้นรถและจับจองที่นั่งเรียบร้อยก็กลับขึ้นไปชั้น 3 ในสนามบินใหม่

#Doraemon WakuWaku Sky Park

โดราเอม่อน (ที่คนไทยชอบอ่านย่อเป็นโดเรม่อน) ของที่นี่จะต่างจาก Doraemon Museum ที่เมืองคาวาซากิที่การจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์โชว์ผลงานและเบื้องหลังการสร้างโดราเอม่อน แต่ที่นี่จะเหมือนกับ Art in Paradise ที่พัทยา คือเป็นฉากให้คนมาถ่ายรูปมุมแปลกตาๆ ด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดน่ะเป็นธีมโดราเอม่อน

นอกจากพวกฉากให้ถ่ายรูปสวยๆ แล้วก็จะมีการแสดงโชว์ (ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นทุกๆ ครึ่งชั่วโมง) จะใช้เทคนิคประกอบกับฉากหลังที่เป็นโปรเจคเตอร์ นักแสดงเอคทีฟมากๆ สมกับเป็นคนญี่ปุ่น (ฮา)

ส่วนข้างนอกจะมีพวกร้านของที่ระลึกขาย มีร้านอาหารและขนมลายโดราเอม่อนด้วยล่ะ

#ทุ่งดอกไม้เหลืองนาโนะฮานะ (เรพซีด)

หลังจากนั้นก็เดินทางไปที่เมืองทาคิคาวะไปยังทุ่งดอกไม้สีเหลือง นาโนะฮานะ หรือ เรพซีด (บางประเทศก็เรียกว่า Canola)

ทุ่งดอกไม้นี่จริงๆ เป็นอีเวนท์หนึ่งของเมืองทาคิคาวะ ถ้าไปช่วงอื่นที่เลยเดือนมิถุนาไปแล้วก็อาจจะเจอได้อยู่ แต่อาจจะไม่เยอะขนาดนี้ ทุ่งดอกไม้สีเหลืองที่คนญี่ปุ่นเรียกนาโนะฮานะนั้นมีหลายแปลงกระจายไปทั่วเมือง ดูในแผนที่ข้างล่างพวกหย่อมเหลืองๆ นั่นล่ะ

ตอนแรกเนื่องจากหาที่จอดรถไม่ได้เลยได้ไปแปลงที่เล็ก แต่ไกด์ก็บอกให้คนขับรถขับมาดรอปที่แปลงนี้ให้ เลยได้รูปสวยๆ มา … แปลงดอกไม้ที่แวะอยู่ริมทาง ถนนไม่กว้างนัก แต่ก็มีรถจอดกันเยอะเพราะคนลงมาถ่ายรูปกัน

วันนี้แดดค่อนข้างดี แต่อากาศที่นี่เย็นเลยไม่ร้อน แถมฟ้าเปิดอีกตั้งหาก เลยได้รูปเป็นฉากหลังสีฟ้าสดใสไม่มีเมฆเลย

 

#Ice Pavilion กับห้องเยือกแข็ง -41 องศา

เสร็จแล้วเราก็ไปกันต่อที่เมืองคามิคาวะซึ่งมี พิพิธภัณฑ์น้ำแข็ง Ice Pavilion ซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานศิลปะจากหิมะ ซึ่งข้างในก็หนาวมาก อุณหภูมิระดับ -20 องศา ทางพิพิธภัณฑ์มีเสื้อหนาวให้ยืมใส่แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรขนาดนั้น ใครเคยไปต่างประเทศ ตอนหิมะตกน่าจะรู้ดี ในจำนวนนี้มีห้องหนึ่งเป็นโซนเยือกแข็งอุณหภูมิ -41 องศา เพื่อจำลองฮอกไกโดในปีหนึ่งที่อุณหภูมิลดต่ำขนาดนั้น เข้าไปนี่กลัวกล้องและเลนส์พังมากๆ (ฮา)

สำหรับที่นี่ก็มีของขายเป็นปากกาที่สีจะจางหายไปเมื่อโดยความร้อน และตัวสีจะกลับมาใหม่เมื่อเจอความเย็น ก่อนเข้าไปเขาก็ให้เราระบายสีรูปที่มีแจกให้กันก่อนจะเอาไปอังเตาไฟ แล้วพกเข้าไปในห้องน้ำแข็งด้วย สีที่ระบายไว้จะกลับมา

 

#น้ำตก Ginga และ Ryusei

ความจริงรายการนี้เป็นของวันที่สอง แต่เลื่อนเวลามาเป็นวันนี้แทน พรุ่งนี้จะได้มีเวลาเดินทางนานขึ้น

สองน้ำตกที่อยู่ในเขตของอุทยานไดเซ็ตสึซัง อุทานที่ใหญ่ที่สุดของฮอกไกโด โดยน้ำตกทั้งสองอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยเมตร จะชมวิวจากจุดแวะพักริมทางหรือเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อดูน้ำตกใกล้ๆ ก็ได้

น้ำตกริวเซย์ จะอยู่ทางขวา (รูปใหญ่ข้างบน) ฉายาน้ำตกดาวตก ลักษณะการไหลจะออกมาจากซอกผา เป็นเส้นตรงและกระแสน้ำจะแรงกว่า ดูแข็งแรง เลยได้เป็นน้ำตกผู้ชาย

น้ำตกกิงกะ จะอยู่ทางด้านซ้าย (รูปใหญ่ข้างล่าง) ฉายาน้ำตกแม่น้ำสีเงิน ลักษณะการไหลเป็นเส้นไขว้ไปมาคล้ายเส้นด้าย ดูอ่อนช้อยกว่า เลยได้เป็นน้ำตกผู้หญิง

ไกด์เล่าให้ฟังว่าอะไรก็ตามในธรรมชาติของญี่ปุ่นถ้ามันมี 2 อันอยู่คู่กันมักจะถูกจับคู่ให้เป็นผู้หญิงอันนึง ผู้ชายอันนึง โดยส่วนใหญ่อันทางทางซ้ายหรืออันที่ใหญ่กว่าจะได้เป็นผู้หญิง เพราะสำหรับประเทศนี้ ตำนานและความเชื่อจะถือว่าเทพผู้หญิงใหญ่กว่าผู้ชาย (เช่นเทพดวงอาทิตย์ อามาเทราสึ คือเทพที่ใหญ่ที่สุดในตำนานก็เป็นผู้หญิง)

ระหว่างน้ำตกทั้งสองอัน จะมีทางเดินเลียบถนนเล็กๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นเต็มสองข้างทาง (อีกด้านฝั่งที่ไม่ใช่ถนนจะเป็นแม่น้ำ สีสวยมาก)

คำแนะนำสำหรับคนที่ไม่มีเลนส์มุมกว้างแต่อยากเห็นภาพน้ำตกให้ได้ครบทั้งอัน ให้มาถ่ายรูปจากจุดแวะพักที่อยู่อีกด้านของถนน จะมีเนินขึ้นไปถ่ายรูปจากมุมนั้นได้

ที่พัก

วันแรกพักกันที่โรงแรมไดเซ็ตสึซังออนเซ็น ห่างจากน้ำตกกิงกะ-ริวเซย์ไม่ไกลนัก เป็นโรงแรมเรียวกัง คือโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีออนเซ็นหรือบ่อน้ำร้อนให้แช่ด้วย

ข้อควรทราบสำหรับเวลาไปพักที่โรงแรมสไตล์เรียวกังคือเข้าไปปุ๊บจะไม่มีฟูกนอนปูอยู่ ซึ่งเจ้าฟูกนี้จะอยู่ในตู้เลื่อนแบบญี่ปุ่น จะมีพนักงานโรงแรมเข้ามาปูให้ เราไม่ต้องทำเอง (ที่ญี่ปุ่นเวลาปูฟูกเขาจะหันเท้าเข้ากำแพงล่ะ จะรู้สึกแปลกๆ นิดนึงที่หัวเตียงหันมาทางกลางห้อง)

ความรู้เสริมจากคุณไกด์คือถ้าเราเปิดตู้ดู จะพบว่ามีฟูกมากกว่าสองอันใส่ไว้อยู่ เพราะว่าเวลาคนญี่ปุ่นเขามาพักกันเอง ห้องหนึ่งน่ะ เขาจะอยู่กันเท่ากับจำนวนฟูกที่ปูบนพื้นได้ อยู่อย่างอัดๆ กัน 5-6 คนเลยล่ะ

ส่วนชุดยูกาตะ หรือชุดแบบญี่ปุ่นจะมีให้ในตู้เช่นกัน แต่ข้อความระวังคือถ้าพักในโรงแรมแบบเรียวกังจะสามารถใส่ชุดยูกาตะเดินออกมานอกห้องได้ แต่ถ้าเป็นโรงแรมแบบตะวันตก การใส่ยูกาตะเดินออกมานอกห้องถือว่าไม่สุภาพ ทางโรงแรมจะไม่อนุญาต

ส่วนอาหารของวันแรกยังไม่มีอะไรพิเศษ มื้อเช้ากินบนเครื่องบิน ส่วนมื้อเย็นกินในโรงแรมเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา

ห้องน้ำญี่ปุ่น!

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นน่าจะเคยได้ยินข่าวความแตกต่างระหว่างห้องน้ำประเทศนี้กับประเทศเรากันมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของโถส้วมที่ใช้ไฟฟ้าด้วย

ปกติแล้วห้องน้ำของญี่ปุ่นจะแยกห้องสุขากับห้องอาบน้ำออกจากกัน โรงแรม 3 ใน 4 ของทริปนี้ก็เป็นแบบนั้น แต่อันที่ถ่ายรูปมาให้ดูนี่เป็นโรงแรมที่รวมทั้งสองอย่างเข้าไว้ด้วยกันแบบห้องน้ำประเทศอื่นๆ ซึ่งเท่าที่ดู ห้องน้ำญี่ปุ่นเนี่ยส่วนใหญ่จะมาเป็นชิ้นเดียวกันทั้งห้อง คือไม่ใช่ตรงนี้วางอ่าง ตรงนี้เป็นที่ล้างมือ ตรงนี้โถส้วม มันจะมาประมาณว่าทุกชิ้นติดมาด้วยกันหมดเป็นหนึ่งเดียว (ฮา)

นอกจากโถส้วมแล้วก็เหมือนกับห้องน้ำโรงแรมประเทศอื่น แต่เจ้าโถส้วมเนี่ยจะมีการเสียบไฟเอาไว้ด้วย เพราะประเทศเขาอากาศเย็น ตัวที่นั่งจะมีเครื่องทำความอุ่นเปิดไว้ตลอด นั่งปุ๊ปจะไม่รู้สึกชาวาบจากความเย็น ส่วนสายชำระที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทยก็เปลี่ยนเป็นแผงควบคุมแบบที่เห็นในรูปแทน ปุ่มหลักๆ ไม่มีภาษาอังกฤษหรอกนะ ถ้าใครอ่านญี่ปุ่นไม่ออกก็เดาเอาจากรูปละกัน

(อ้างอิงจากในรูปข้างบน ซึ่งเป็นแบบที่พบเห็นบ่อยที่สุด) ปุ่มแรกจะเป็นสวิทซ์เปิด-ปิด อันต่อมาเป็นปรับระดับความแรงของน้ำ กลุ่มกลมขอบสีชมพูคือปุ่มล้างน้องสาวสำหรับผู้หญิง ส่วนปุ่มวงกลมขอบฟ้าคือปุ่มฉีดน้ำล้างก้น อันสุดท้ายที่เป็นสีส้มทั้งปุ่มคือปุ่มหยุด

อืม…นะ แต่ยังไงเราก็ชอบสายชำระของไทยมากกว่าอยู่ดีล่ะ 555

 


 

รายการวันที่ 2

  • ฟาร์มดอกทิวลิป Kamiyubetsu Tulip Park
  • กินขาปูยักษ์ และอาหารทะเลปิ้งย่าง
  • ทุ่งดอกชิบะซากุระ Takinoue Park

#ฟาร์มดอกทิวลิป Kamiyubetsu

ยูเบ็ตสึเป็นเมืองเล็กๆ ประชากรมีไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน แต่จุดเด่นนอกจากแหล่งปลูกแอปเปิ้ลก็คือฟาร์มทิวลิปนี่ล่ะ

สมัยก่อนจุดประสงค์ของฟาร์มที่นี่คือปลูกทิวลิปแล้วส่งไปขายที่ยุโรปในช่วงที่กำลังฮิตกันอยู่

แต่ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตทิวลิปฟองสบู่ (คือเขาเลิกฮิตกันแล้วอ่ะ) ไม่มีใครสนใจดอกทิวลิปอีกต่อไป แต่เกรษตกรของที่นี่ก็ยังปลูกกันต่อเพื่อใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และปลูกเรื่อยมาจนถึงตอนนี้

บนพื้นที่เกือบ 70,000 ตารางเมตร มีทิวลิปกว่า 100 ชนิดจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านต้น พร้อมกังหันลมแบบเนเธอร์แลนด์ จะได้ฟิลลิ่งทุ่งดอกไม้แบบยุโรปมากๆ สำหรับคนที่ไม่อยากเดิน มีรถให้นั่งชมรอบๆ สวนด้วย (แต่รู้สึกจะเสียงตังค์)

ไกด์เล่าว่าสวนทิวลิปที่นี่เขาจะปลูกกันปีละครั้งในช่วงนี้เท่านั้น หลังจากเดือนนี้ไปก็จะเก็บหมด พื้นที่อาจจะทิ้งไว้เพื่อปรับสภาพดินหรือเอาไปทำ/ปลูกอย่างอื่น จนเวลานี้ของปีถัดไปก็จะเอามาปลูกทิวลิปอีกครั้ง

#แวะกินขาปูยักษ์

วันนี้พักกินข้าวเที่ยงกันที่ร้านริมทะเลในมอนเบ็ตสึ เป็นอาหารทะเลย่าง ครบทุกอย่างตั้งแต่ กุ้ง หอย ปู ปลา

ขาปูยักษ์อร่อยดี แถมทางร้านแกะเปลือกพร้อมกินมาแล้วด้วย แต่ส่วนตัวคิดว่าปลาย่างอร่อยกว่า

กินเสร็จแล้วก็มุ่งหน้าต่อ ระหว่างทางวิวสวยดี เป็นทะเลตลอดเส้นทาง

อยู่ฮอกไกโดวิวข้างทางถ้าไม่ใช่ภูเขา ป่าไม้ ทะเล ก็จะเห็นแต่ทุ่งและไร่เกษตร

#ทุ่งชิบะซากุระ ณ เมือง Takinoue

เมืองคามิคาวะเป็นเมืองเล็กๆ ที่พยายามสร้างจุดเด่นให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยบ้านเมืองที่น่ารักและสวนชิบะซากุระ หรือที่เรียกว่า “Pink Moss” ที่เอาตีนเขาทั้งหมดมาทำเลย

ชิบะซารุกะเป็นพืชคลุมดินที่มีดอกสีชมพูสดใส (หรือบางที่ก็ค่อนไปทางสีม่วง)

บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร ต้นชิบะซากุระมากกว่าล้านต้นปลูกเต็มเนินเขาทำให้จากวิวเขาที่เห็นเป็นสีเขียวมาตลอดทางกลายเป็นสีชมพูม่วงทันที

ทางเดินขึ้นเขามีหลายทาง แต่ทางที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นทางที่มีโทริอิ (ซุ่มประดู) สีชมพูเด่นตั้งอยู่ ส่วนใครที่อยู่รู้ว่าขึ้นไปถึงบนสุดของยอดแล้วจะเจออะไร เฉลยให้เลยว่าเป็นศาลเจ้าเล็กๆ สีชมพู และจุดชมวิว

ความรู้สึกคือที่นี่อลังการกว่าทุ่งดอกไม้เหลือง นาโนะฮานะอีก แต่จะดูเป็นสิ่งก่อสร้างมากกว่านิดนึง คือทุ่งนาโนะฮานะจะดูเป็นธรรมชาติจริงๆ แต่ทุ่งพิงค์มอสนี่จะดูออกว่าคนสร้างขึ้น ก็สวยกันไปคนละแบบนะ

แล้วก็เดินทางไปยังที่พักของวันนี้ ระหว่างทางด้านซ้ายมือจะเป็นทะเลโอค็อตสก์ ส่วนด้านขวาจะเป็นเทือกเขาสูงประมาณ 6 ยอด ยอดที่สูงที่สุดคือ ราอุสึดาเกะ (Rausudake) จริงๆ เห็นมาตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะ แต่เห็นไกลๆ ยังไม่ชัด (รายละเอียดอยู่ในวันพรุ่งนี้)

ที่พัก

วันที่สองพักกันที่โรงแรมคาซะนามิกิ (Kazanamiki) ในเครือ Prince Hotel

โรงแรมนี้สวยดี ข้างในส่วนใหญ่มีทำประดับด้วยไม้เกะสลัก มีร้านขายของทีระลึกข้างในด้วย เลยไปซื้อโพเตโต้ฟาร์ม (เป็นมันฝรั่งทอดกรอบ ขนมขึ้นชื่อของฮอกไกโด) มากินเล่น

โรงแรมวันนี้เป็นโรงแรมในเมืองอูโตโระ เป็นเมืองริมทะเล แต่ตัวโรงแรมต้องอยู่บนเนินเขา วิวตอนพระอาทิตย์ตกสวยมาก เพราะมองลงมาจะเห็นพระอาทิตย์ตกกลางฉากทะเลพอดี

 


รายการวันที่ 3

  • นั่งเรือออโรร่า ชมแหลมชิเรโตโกะ
  • เที่ยวทะเลสาบที่ 5 ของกลุ่มทะเลสาบโกะโคะ (แถม)
  • หมู่บ้านไอนุ
  • ทะเลสาบอะคัง

ก่อนออกเดินทาง ไปเดินเล่นรอบๆ โรงแรมมา แถวนี้ให้อารมณ์เมืองชนบทมาก สงบเงียบ ไม่เจอคนเลย ลงไปเดินเล่นบนถนนได้ไม่มีใครว่า ด้านนึงเป็นทะเล อีกด้านเป็นภูเขา

พนังงานโรงแรมนี้มีคนนึงเป็นเด็กฝึกงานจากไต้หวันมาช่วยถ่ายรูปให้ด้วย อ้อ แล้วตอนออกเดินทางจากโรงแรม พนักงานทั้งหมดจะออกมารอส่งและและโค้งให้ตอนรถออกด้วยล่ะ ไกด์บอกว่าเหมือนจะเป็นธรรมเนียมของญี่ปุ่น ต้องโค้งให้ลูกค้าจนลับตา

 

#ล่องเรือชมแหลมชิเรโตโกะ

วันนี้ออกเดินทางเร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อยเพราะไกด์บอกว่าอยากให้ไปนั่งเรือรอบเช้าหน่อย ถ้าเหลือเวลาจะได้แวะไปดูทะเลสาบทั้ง 5 เป็นของแถม (ไม่มีในรายการทัวร์)

ท่าเรืออยู่ห่างจากโรงแรมแค่ 10 นาที เป็นอ่าวเล็กๆ ที่ทางเข้าจะเป็นก้อนหินลูกใหญ่ มีชื่อด้วยนะ ชื่อว่า “โอรอนโคอิวะ” เป็นภาษาไอนุแปลว่าหินซึงตั้งอยู่ – -”

เป็นก้อนหินที่เห็นแล้วนึกถึงเรื่อง El Dorado (ที่แปลว่า “ก้อน~หิน~ใหญญญ่~”) ดูเหมือนจะมีทางขึ้นไปข้างบน น่าจะเป็นจุดชมวิว แต่ไม่ได้ขึ้นไปล่ะ เพราะต้องรีบขึ้นเรือ

สำหรับเรือที่จะใช้ คือเรือลำเดียวกับที่เป็นเรือตัดน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาว เรือออโรร่า (ลำที่นั่งเป็นเบอร์ 2) ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชั้น … 2ชั้นแรกจะอยู่ในตัวเรือ แต่ถ้าใครอยากได้รูปสวยๆ ไม่ต้องถ่ายรูปผ่านกระจกก็สามารถขึ้นไปที่ดาดฟ้าชั้น 3 ได้ (ถ้าคุณทนความเย็นได้ เพราะลมหนาวแรงสุดๆ)

เส้นทางการวิ่งของเรือคือวิ่งออกไปบริเวณรูปดาวในแผนที่ข้างบนนั่นแหละ ไม่ได้วิ่งไปถึงปลายสุดของแหลมชิเรโตโกะหรอกนะ ตั้งแต่ก่อนออกเรือก็จะเห็นยอดเขาทั้ง 6 อยู่ไกลลิบๆ

ริมฝั่งแถวๆ นี้จะมีลักษณะเป็นผาหินสูงเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีชายหาด หรือถ้ามีก็มักจะเป็นชายหาดหิน ไม่ใช่หาดทรายแบบเมืองไทย แต่น้ำสะอาดมาก สะท้อนแสงเป็นสีฟ้าอมเขียวเลย

เนื่องจากนั่งเรือรอบแรกของวันเลย (เรือออโรร่าออกเรือรอบแรกประมาณ 08.15 และออกทุกๆ 1 ชั่วโมงจนถึงเย็น) หมอกยังเยอะอยู่ ภาพยอดเขาที่เห็นเลยจะเป็นภาพมัวๆ บางจังหวะอาจจะมีก้อนเมฆลอยต่ำบังยอดเขาด้วย

ไฮไลท์อีกอย่างระหว่างทางคือน้ำตก Furepe ที่เป็นน้ำใต้ดินไหลออกมาจากผาลงทะเล

เขาว่าแหลมชิเรโตโกะอุดมสมบูรณ์มาก ถ้าโชคดีจะได้พบกับสัตว์ป่าที่ออกมาเดินตามริมผาหาอาหารตามธรรมชาติเช่น กวาง จิ้งจอกแดง และหมีสีน้ำตาลที่เป็นสัตว์ไฮไลท์ของฮอกไกโด

แต่ถามว่าเห็นบ้างมั้ย?

ไม่เลย!! โถ่! เห็นแต่นกนางนวล (มั้ง) และก็พวกนกอินทรีย์

เรียงจากซ้ายไปขวา คือยอดเขา Io (สูง 1,562 เมตร), Chienbutsu, Minami, Sashirui, Mitsumine และสุดท้ายคือยอดที่สูงที่สุด Rausu สูง 1,660 เมตร (ที่ในรูปบนโดนเมฆบังอยู่นั่นแหละ) ยอดภูเขานี้ได้รับฉายาว่าเป็น มินิฟูจิ เพราะทรงมันเหมือนกับภูเขาไฟฟูจิอันเป็น Signature ของญี่ปุ่นเลยล่ะ แค่มันเล็กกว่าเท่านั้นเอง ถ้าตอนฤดูหนาวจะเหมือนกว่านี้เพราะยอดเขาจะมีหิมะขาวปกคลุม ตอนนี้กำลังจะเข้าหน้าร้อน มันกำลังละลายอยู่ แต่มาช่วงที่มันยังละลายไม่หมดเห็นเป็นเส้นๆ สีขาวก็สวยไม่แพ้กันนะ

 

#ทะเลสาบทั้ง 5

หรือ Shiretoko Goko (โกะแปลว่า 5 ส่วน โคะแปลว่าทะเลสาบ)

เพราะการไปนั่งเรือรอบเช้าทำให้เราเหลือเวลานิดหน่อย จริงๆ วันนี้เป็นวันที่เดินทางไกลที่สุดเลย จากที่นี่จะเดินทางไปยังทะเลสาบอะคัง เดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงกับระยะทางเกือบ 150 ก.ม. แต่ไกด์ใจดีแวะทะเลสาบที่ 5 ของกลุ่มทะเลสาบทั้งห้าให้เป็นของแถม

จริงๆ พื้นที่ตรงนี้ก็คือชายฝั่งที่เรานั่งเรือชมกันเมื่อกี้นั่นแหละ ทะเลสาบทั้งห้าเป็นกลุ่มทะเลสาบที่อยู่ในป่า การเข้าชมทะเลสาบที่ 1-4 จะต้องจ้างไกด์ของอุทยานนำทางไปตามทางเดินธรรมชาติ (เดินนะจ๊ะ) ถ้าจะชมให้ครบก็ใช้เวลา 3 ชั่วโมง แต่สำหรับทะเลสาบที่ 5 จะเป็นทะเลสาบแห่งเดียวที่มีทางเดินไม้สร้างไว้ให้ ระยะทางไม่ถึง 1 ก.ม. (ดูในรูปข้างบน)

เอาจริงๆ คือทางเดินเห็นแล้วน่าเดินเล่นมากแม้จะดูไกลก็ตาม ทางเดินจะอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าในที่ราบลุ่ม มีแอ่งน้ำเป็นหย่อมๆ สีของหญ้าจะเปลี่ยนตามฤดูกาล ช่วงที่ไปเป็นหญ้าสีเหลืองปนเขียว ถ้ามาช่วงอื่นอาจจะเห็นเป็นสีเขียวทั้งทุ่งเลย

ระหว่างทางจะมีจุดให้แวะถ่ายภาพกันเป็นพักๆ ข้างๆ ทางเดินไม้จะมีรั้วไฟฟ้าติดไว้กันสัตว์ป่า เห็นแล้วนึกถึงเรื่องจูราสสิกปาร์ค (ฮา)

ที่สุดทางเดินจะมีป้ายทะเลสาบที่ 5 แห่งห้าทะเลสาบตั้งเอาไว้ ใครที่ผ่านมาแถวนี้แนะนำให้เดินเข้าไปจนสุดทางเดินเพราะจะเห็นภาพเทือกเขาและยอดเขาทั้ง 5 ที่สะท้อนลงบนผิวน้ำของทะเลสาบพอดี (ถ้ามีลม ผิวน้ำจะสั่นไหว อาจจะรอนานหน่อยจนน้ำนิ่งถึงจะถ่ายรูปได้)

ระหว่างทางเจอกวางและหมีสีน้ำตาลล่ะ

หืม … อะไรนะ ไหนหมีเหรอ? ดำๆ ที่ยิ่งออกมาหลังต้นไม้นั่นไงล่ะ! ไม่เห็นเหรอยังไง (คือถ่ายจากบนรถ ใช้เลนส์เทเล เพราะไม่กล้าลงไป เลยถ่ายมาได้แค่นี้แหละ ฮา)

 

#หมู่บ้านไอนุ

เดินทางกันเกือบ 3 ชั่วโมงจากสะเลสาบทั้งห้า ก็มาถึงทะเลสาบ (อีกแล้วเรอะ?!) อีกแห่งหนึ่ง นั่งคือทะเลสาบอะคัง (Akan)

แต่ก่อนที่จะแวะทะเลสาบ เราไปเที่ยวที่หมู่บ้านไอนุ หรือ Ainu Kotan กันก่อน เดิมทีชาวไอนุเป็นชนพื้นเมืองของฮอกไกโด แต่ปัจจุบันไม่เหลืออยู่แล้ว ถ้ามีก็เป็นพวกที่แต่งงานกับชาวญี่ปุ่นไปหมดแล้ว เทียบได้กับชาวอินเดียแดงของอเมริกานั่นแหละ ไกด์เล่าว่าชาวไอนุปัจจุบัน เป็นไอนุแค่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น (ฮา)

ชาวไอนุน้้นมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ นับถือเทพเจ้าในธรรมชาติ เอกลักษณ์ของบ้านเรือนและเครื่องแต่งกายคือลายไคว้กัน ใครเคยอ่านการ์ตูนเรื่องชาแมนคิง ให้นึงถึงชุดของโฮโรโฮโร ชุดแบบนั้นล่ะชาวไอนุ

ร้านส่วนมากในหมู่บ้านจะขายของที่ระลึกพวกของแกะสลักเป็นส่วนมาก ใครที่ชอบของแกะสลักลวดลายประมาณนี้น่าจะชอบเพราะมีให้เลือกเยอะมาก และราคาไม่แพงด้วย

ชาวไอนุนั้นมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ พวกเครื่องดนตรีก็จะเป็นอะไรที่เลียนเสียงธรรมชาติ แต่ที่โหดมากคือถ้ามีคนตายในบ้าน เคสแรกคือถ้าเป็นผู้ชาย การนำศพออกจะต้องใช้วิธีเดินทะลุกำแพงบ้านออกไปเพื่อไม่ให้วิญญาณตามกลับมาเข้าบ้านได้ถูก ส่วนถ้าเป็นผู้หญิงตายจะหนักกว่าคือเอาไปฝังแบบปกติได้ แต่กลับมาถึงบ้านต้องจุดไฟเผาบ้านทิ้ง! เนื่องจากเชื่อว่าผู้หญิงสร้างบ้านเองไม่เป็น ต้องเอาบ้านไปให้ด้วย

แน่นอนว่าภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นก็ออกกฎห้ามชาวไอนุเผาบ้านเป็นว่าเล่นแบบนี้รวมถึงพิธีกรรมบางอย่างที่อันตรายเช่นการสักปากของผู้หญิงอะไรแบบนั้น

 

#ทะเลสาบอะคัง

แล้วเราก็มาต่อกันที่ทะเลสาบอีกแห่งหนึ่งที่…

“ฝนตกโว้ย!”

เอ่อ … เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แค่ตอนไปทะเลสาบอะคังฝนตกเท่านั้นแหละ เมฆเต็มฟ้า ไม่งั้นน่าจะได้เห็นทะเลสาบสวยๆ ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาเท่านั้นเอง

ร้านค้าแถวนี้จะมีสาหร่ายมาริโมะ ซึ่งเป็นสาหร่ายที่มีเฉพาะที่นี่ (น้ำในทะเลสาบใสสะอาด เลยขึ้นได้) โดยเจ้ามาริโมะนี่จะเป็นสาหร่ายก้อนกลมๆ ที่มันจะโตขึ้นเรื่องๆ จนบางลูกอาจจะใหญ่เท่าลูกบอลได้เลย ค่าเฉลี่ยของศูนย์วิจัยสาหร่อยของที่นี่บันทึกไว้ว่ามาริโมะของทะเลสาบอะคังอาจจะโดตได้ถึง 30 ซ.ม. เลยทีเดียว

ไม่มีอะไรแล้ว คือไปไหนไม่ได้ไง ฝนตก จบแค่นี้ละกัน – -*

ที่พัก + อาหาร

จากทะเลสาบอะคังก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่พักของวันนี้คือโรงแรมไดอิจิ ในทริปนี้โรงแรมนี้สวยที่สุดล่ะ แต่ก็ออกไปถ่ายรูปไม่ได้ไกล (เพราะฝนตกไงล่ะ หึ!)

ส่วนอาหารก็ … จริงๆ มาฮอกไกโดก็ไม่ต้องคิดอาหารอื่นๆ นอกจากอาหารทะเลเนอะ วันนี้ก็เป็นอาหารชุด มีปลาแซลม่อน หอย ไข่ตุ๋น และแน่นอน … ปู ไงล่ะ!

ร้านนี้แวะกินกันตอนกลางวัน ตรงแถวๆ ท่าเรือนั่นแหละ (มื้อเช้าและเย็นกินที่ห้องอาหารโรงแรม เมนูก็คล้ายๆ กันอย่างนี้)


รายการวันที่ 4

  • เข้าเมืองซัปโปโร
  • ตึกที่ทำการรัฐบาลเก่าฮอกไกโด
  • ร้านปูยักษ์ Sapporo Kani Honke
  • โรงงานช๊อกโกแลตอิชิยะ Shiroi Koibito Park
  • คลองเก่าเมืองโอตารุ
  • ย่านซึซึกิโนะ

หลังจากลุยชนบทมา 3 วันเต็ม วันนี้ก็เข้าเมืองซะที ซัปโปโรคือเมืองหลวงของฮอกไกโด เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 (ประมาณ 4-6) ของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นเมืองใหม่ที่เพิ่มสร้างมาประมาณ 100 ปีทำให้ตึกเก่าๆ ที่เป็นแลนมาร์คของเมืองจะออกไปทางสถาปัตยกรรมแบบยุโรปซะทั้งหมด แต่ตึกใหญ่ๆ ที่สร้างที่หลังก็เป็นตึกธรรมดาแบบเมืองใหญ่ทั่วโลกนั่นแหละ แต่ความพิเศษของเมืองนี้คือถึงแม้จะเป็นเมืองหลวงใหญ่ แต่ก็มีภูเขาอยู่ทางใต้ของเมือง คือภูเขาโมอิวะ (Moiwa) ถ้าถ่ายรูปจากทางเหนือของเมืองจะได้ฉากเมืองเป็นโฟกราวและภูเขาเป็นแบ๊คกราว

#ตึกที่ทำการรัฐบาลเก่า

จุดแรกที่แวะไปคือตึกแดงซึ่งเป็นตึกที่ทำการรัฐบาลที่เลิกใช้ไปแล้ว (ตอนนี้ไปใช้ตึกใหม่ข้างหลังแทน) สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1888 ด้วยก้อนอิฐมากกว่า 2.5 ล้านก้อน ในสมัยนั้นนับเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุด ภายในมีการตกแต่ง (ตามสไตล์ตะวันตก) อย่างสวยงาม แต่เอาจริงๆ คือข้างนอกน่าจะสวยกว่า แนะนำให้เข้าไปดูข้างใน แต่ถ้าอยากถ่ายรูปให้เวลากับข้างนอกมากๆ ดีกว่า

สังเกตจะมีสัญลักษณ์เป็นรูปดาวสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฮอกไกโดยุดแรกๆ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนสัญลักษณ์เป็นดาว 7 แฉกบนพื้นหลังสีน้ำเงิน (ลายบนธงนั่นแหละ) โดยสีแดงแทนพลัง สีขาวแทนแสงสว่างและหิมะ ส่วนสีน้ำเงินแทนท้องฟ้าและท้องทะเลของฮอกไกโดนั่นเอง

 

#ร้านปูยักษ์ Sapporo Kani Honke

หนึ่งในร้านขาปูยักษ์ขึ้นชื่อในซัปโปโร หน้าร้านจะมีปูยักษ์ติดอยู่ (แต่มีอีก 2-3 ร้านในเมืองนี้นะ ที่มีปูแบบนี้ประดับอยู่หน้าร้าน) วันนี้กินปูอีกแล้ว แล้วเพราะว่าร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องปู อาหารเลยมีตั้งแต่ ปูสด ปูต้ม ข้าวต้มปู และที่ไม่คิดว่าจะมีแต่อร่อยสุดเลยคือ ปูอบชีส (อร่อยมากจนเมื่อรู้ตัวว่ายังไม่ได้ถ่ายรูปเลยก็กินหมดไปซะแล้ว)

#Shiroi Koibito Park

หรือโรงงานช๊อกโกแลตอิชิยะ อยู่ชานเมือง ขึ้นชื่อว่า “โรงงาน” หลายๆ คนอาจจะนึกถึงโรงงานแบบสมัยใหม่ แต่โรงงานช๊อกโกแลตที่นี่สร้างขึ้นมาโดยเน้นธีมแฟนตาซียุโรปๆ หน่อยๆ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ น่ารักๆ เยอะมาก ส่วนภายในจะเป็นทางเดินชมตึกและของสะสมต่างๆ รวมไปถึงห้องที่ใช้ผลิตช๊อกโกแลตขึ้นชื่อ ชิโรอิ โคอิบิโตะ (ชิโรอิ = สีขาว, โคอิ + ฮิโตะ = โคอิบิโตะ = คนรัก/ความรัก)

ไกด์เล่าว่าเจ้าของโรงงานนี้รวยมาตั้งแต่เด็กๆ พิพิธภัณฑ์ของเล่นที่มีจัดแสดงอยู่ในโรงงานก็เป็นของของเขาตอนเด็กๆ แถมในปัจจุบันนอกจากจะเป็นเจ้าของโรงงานอิชิยะแล้วก็ยังเป็นเจ้าของ (หรือสปอนเซอร์นี่แหละ) ของทีมเบสบอลอีกด้วย (โอ้)

ตอนไปเที่ยวตึกทำการรัฐบาลน่ะอากาศกำลังดี แต่พอมาถึงโรงงานช๊อกโกแลตก็ฝนตก (อีกแล้ว) ซะงั้น แต่อยู่ข้างในตึกเลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่

ภายในโรงงาน (จริงๆ สวยขนาดนี้อย่าเรียกว่าโรงงานเลย) จะเป็นทางเดิน โดยที่พื้นจะมีรูปอุ้งเท้าแมวอยู่ ดูตรงนี้เสร็จแล้วต้องไปทางไหนให้เดินตามรอยเท้าแมวไป จัดว่าเป็นลูกศรบอกทางที่โมเอะมาก

ห้องผลิตช๊อกโกแลตจริงๆ เข้าไปไม่ได้นะ แต่มีชั้นที่ชะเง้อหน้าลงไปดูได้

ที่ชั้นบนมีโรงเรียนสอนทำขนมและพิพิธภัณฑ์ของเล่นเด็กด้วย

 

#คลองเก่าเมืองโอตารุ

อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีในแผนการทัวร์ จริงๆ กะจะไปเที่ยวเองในวันที่ 5 ซึ่งเป็นวันฟรีเดย์ แต่ไกด์ใจดีอีกแล้ว ^__^ โดยไปขอให้คนขับรถพาไปเที่ยวเมืองโอตารุ (ห่างจากเมืองซัปโปโรไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 30 ก.ม. นั่งรถแค่ 40 นาที)

แต่ว่า…

“ฝนตกอีกแล้วววว (โว้ย)!!”

สมกับเป็นเมืองเกาะจริงๆ ฝนตกตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนเย็นเลย ทำให้ท้องฟ้าหม่น สีไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ไกด์ถามว่ามีใครอยากไปเที่ยวคลองโอตารุบ้าง ตอนแรกก็จะไปกันเยอะนะ แต่พอฝนตกหนักเท่านั้นแหละ เป้าหมายก็เลยเปลี่ยนไปย่านร้านค้ากันแทน (มีแค่ 4 คนที่ยอมฝ่าฝนไปถ่ายรูปคลองโอตารุท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บ)

เดิมทีคลองโอตารุสร้างขึ้นเมื่อปี 1923 เพื่อใช้ในการขนของจากเรือใหญ่มาลงที่ท่า (เรือใหญ่เข้ามาในเขตน้ำตื้นไม่ได้ ไม่เหมือนที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ เลยต้องใช้เรือเล็กลำเลียงสินค้าเข้ามาเทียบท่าที่คลองนี้) แต่เมื่อประมาณปี 1970 ก็เลิกใช้คลองนี้เป็นจุดเทียบเรือ รัฐบาลคิดจะถมที่ทิ้งแต่ชาวเมืองไม่ยอม สรุปก็ถมไปครึ่งเดียวเหลืออีกครึ่งหนึ่งพร้อมโกดังสินค้าเก่าไว้เป็นจุดท่องเที่ยว

เอาเป็นว่านี่คือมุมประจำ ใครมาคลองโอตารุ ไม่ว่าจะใช้กล้องใหญ่หรือกล้องมือถือ คุณจะได้ภาพมุมนี่ทุกคน (ฮา)

แล้วหลังจากเราฝ่าฝนไปถ่ายรูปคลองโอตารุจนพอใจแล้ว เราก็แวะกลับมาเดินเล่นที่ย่านการค้า (แค่ข้ามถนนกลับมา)


เดิมทีโอตารุเป็นหมู่บ้านชาวประมง แต่ภายหลังมีการทำเครื่องแก้วขึ้น ซึ่งมีคุณภาพสูงระดับสู้กับเครื่องแก้วจากยุโรปได้เลย

ภาพด้านบนคือจัตุรัส Marchen ซึ่งเป็นที่ตั้งของโคมไฟประภาคารและร้านพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ของขึ้นชื่อเมืองโอตารุอีกหนึ่งอย่างที่ใครๆ มาถึงก็ต้องมาถ่ายรูปมุมมหาชนที่นี่

ของขึ้นชื่ออีกอย่างในโซนนี้คือร้านขนมหวานซึ่งมีร้านขึ้นชื่อหลายร้านเช่น LeTAO และ Kitakaro

 

#ย่านซึซึกิโนะ

หรือซูซูกิโนะ (Susukino) กลับมาที่เมืองซัปโปโรเป็นย่าน ใจกลางเมืองจะมีย่านหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนนอนดึก จัดเป็นย่านกิน-ดื่มแหล่งเที่ยวกลางคืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ร้านค้าและร้านอาหารจะอยู่รวมกันในตึกมากกว่า 4,000 ร้าน แต่พวกคลับบาร์ต่างๆ จะอยู่ชั้นบนๆ ต้องเดินขึ้นไป วิธีสังเกตง่ายๆ ว่ามาถึงย่านนี้แล้วคือทุกตึกจะเปิดไปสว่างกันหมดแม้จะเวลา 4-5 ทุ่มไปแล้วก็ตาม

บางโซนจะมืดและเปลี่ยวไปสักหน่อย แต่ก็ยังดูปลอดภัย (มั้ง)

ที่พัก

วันนี้ (รวมไปถึงพรุ่งนี้ด้วย) พักที่โรงแรม Sapporo Royal Stay Hotel ตำแหน่งที่อยู่คือ [ใต้-6 ตะวันตก-7] (วิธีอ่านตำแหน่งในเมืองซัปโปโรทำยังไงให้อ่านในวันที่ 5) ซึ่งห่างจากย่านซึซึกิโนะ และ ถนนคนเดิมทานุกิโคจิเพียง 6 บล๊อกเท่านั้น

โรงแรมนี้เป็นโรงแรมสไตล์ตะวันตก ไม่ใช่เรียวกังแบบวันแรกๆ เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะมันก็เหมือนโรงแรมทั่วๆ ไป

 


รายการวันที่ 5

  • [ … วันนี้ฟรีเดย์จ้า … ]
  • ถนนคนเดิน ทานุกิโคจิ
  • สถานนีรถไฟ JR Sapporo
  • หอนาฬิกากระจำเมือง
  • หอส่งทีวีซัปโปโร
  • ศาลเจ้าฮอกไกโด
  • สวนสัตว์มารุยามะ

*ความรู้ทั่วไปเรื่องผังเมืองซัปโปโร

เมืองซัปโปโรเป็นเมืองใหม่ จริงสร้างโดยมีการวางผังเมืองที่ดี ถนนในเมืองจะวางในลักษณะของ Grid คือเป็นบล๊อกๆ ตารางๆ ชื่อเรียกสถานที่จะใช้ทิศโดยจุดศูนย์กลางจะเริ่มจากหอทีวีที่อยู่กลางเมือง

  • Kita / Minami = (เหนือ/ใต้)
  • Higashi / 西 Nishi = (ตะวันออก/ตะวันตก)

เช่นบล๊อกในรูปข้างล่างนี่อยู่ทางใต้ของหอทีวีไป 5 ช่วงถนน และเยื้องไปทางตะวันตก 4 ช่วงถนน ก็จะมีป้ายที่สี่แยกว่า [5西4]

ใครอ่านคันจิหรือภาษาจีนไม่ออก ก็สังเกตตัวภาษาอังกฤษเล็กๆ ใต้ป้ายเอาละกันนะ

เพิ่มเติมคือในแนวตะวันออก-ตะวันตกกลางเมืองจะมีการสร้างสวนที่กว้างแค่ 100 เมตร แต่ยาวเป็นกิโลชื่อสวนโอโดริ สร้างขึ้นเพื่อป้องกันไฟไหม้เมือง และเป็นเส้นแบ่งเมืองออกเป็นเขตเหนือ-ใต้อีกด้วย

ตอมแผนเดิมคือเราจะไปโอตารุ แต่เมื่อวานไกด์พาไปแล้ว เลยทำการเปลี่ยนแผนการเที่ยวใหม่

การวางแผนเที่ยวก็ใช้หนังสือไกด์บุ๊คเล่มที่บอกไปตอนต้นบทความ เปิดอ่านแล้วเลือกสถานที่ที่อยากไป แล้วมาร์กตำแหน่งลงแผนที่ (มีแผนที่แนบมาให้ในเล่ม) แล้วค่อยมาดูกันวางเส้นทางกันว่าไปทางไหนเที่ยวได้ครบเยอะที่สุด อ้อ…ไกด์บอกว่าตอนเช้าจะพาไปย่านถนนคนเดิน ทานุกิโคจิ และจะสอนวิธีนั่งรถไฟใต้ดินไป JR Sapporo เอาจริงๆ มันก็ไม่ไกลมากนะ ยิ่งฮอกไกโดอากาศเย็น สามารถเดินชิลๆ จากโรงแรมไปได้เลย

หลังจากมาร์คตำแหน่งและคำนวนเวลาเรียบร้อย ก็สรุปว่าจะไปเดินเล่นย่านถนนคนเดินทานุกิโคจิกันก่อน เพราะไกด์จะเดินนำไปในตอนเช้า แล้วเลยต่อไปยัง JR Sapporo ซึ่งเป็นแหล่งของห้างสำหรับขาช๊อป แต่เนื่องจากเราไม่ใช่ขาช๊อป เลยไปเดินดูของแป๊ปเดียวก็ออกมา โดยมีเป้าหมายต่อไปคือหอทีวีซัปโปโร (ที่จะผ่านหอนาฬิกาประจำเมืองก่อน –> ก็เลยแวะด้วย)

ในซัปโปโรก็มีรถไฟใต้ดินเหมือนเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่นนั่นแหละ แต่โซนโรงแรมจะไม่มี แต่เป็นรถรางแทน ได้ความคลาสสิกไปอีกแบบ

 

#ถนนคนเดิน ทานุกิโคจิ

ย่านทานุกิโคจิเป็นถนนคนเดินแบบถาวร ยาวทั้งหมด 8 บล๊อก ไล่ตั้งแต่บล๊อก [ใต้-2 ตะวันตก-1] ถึง [ใต้-2 ตะวันตก-8]

โดยร้านขายของที่ถึงชื่อในหมู่คนไทยคือร้าน Don Quijote (อ่านว่า ดอน กิโฮเต ชื่ออัศวินสติเฟื่องในวรรณกรรมที่สู้กับกังหันลม) อยู่ปลายสุ่ของบล๊อกทานุกิโคจิที่ 3 คนญี่ปุ่นมันจะเรียกย่อว่าร้าน “ดองกี้” แต่เข้าไปดูแล้วถ้าไม่ใช่สายช๊อปก็คงไม่เห็นว่ามีอะไรน่าซื้อ (ฮา) ดูในรูปจะเป็นร้านแรกทางซ้ายมือ อยู่ตรงทางขึ้น-ลงรถไฟใต้ดินพอดี

ย่านทานุกิโคจิถ้ามาตอนเย็นๆ ก็จะได้รูปที่สวยไปอีกแบบนะ เพราะแต่ละร้านจะเปิดไฟกันแล้ว

ที่ใต้ดินของย่านทานุกิโคจิจะมีเมือง (ร้าน) ใต้ดินชื่อ Pole Town อยู่ ก็เป็นช๊อปปิ้งเซ็นเตอร์อีกแห่งซึ่งจะอยู่ติดกับสถานนีรถไฟใต้ดินด้วย

การนั่งรถไฟใต้ดินที่ซัปโปโรไม่ค่อยซับซ้อนเท่าเมืองทางภูมิภาคคันโต เพราะสายรถมีไม่เยอะ และเส้นทางค่อนข้างง่าย ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าที่ไทยเป็น ก็ขึ้นที่นี่ได้ ไม่หลงแน่นอน

 

#JR Sapporo

เป็นสถานนีรถไฟใหญ่ของที่นี่ คล้ายหัวลำโพงอ่ะนะ แต่คนญี่ปุ่นใช้รถไฟกันเยอะ พื้นที่รอบๆ สถานนีเลยเต็มไปด้วยย่านการค้าและห้างมากมาย เอาเป็นว่าเป็นดินแดนสำหรับขาช๊อปละกัน เราไม่ใช่ขาช๊อปเลยไม่รู้ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง แต่เท่าที่เดินเข้าไปดูจะมีพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่นกล้องถ่ายรูปเยอะ ห้างดังๆ ก็จะมี Daimaru, PASEO, ESTA

#หอนาฬิกาประจำเมือง

จริงๆ เมื่อวานตอนไปเที่ยวตึกทำการรัฐบาลเก่า ก็มีนั่งรถผ่านหอนาฬิกานี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ลงไม่ได้เพราะไม่มีที่จอด วันนี้ดูตามเส้นทางจาก JR Sapporo เดินไปยังสวนโอโดริแล้วจะผ่านหอนาฬิกานี่พอดี เลยแวะถ่ายรูปซะหน่อย

ระหว่างทางเจอนักเรียนเยอะมาก (วันนี้เป็นวันศุกร์) ส่วนใหญ่เหมือนจะมาทัศนศึกษากัน

 

#หอทีวีซัปโปโร

เป็นหอสูงที่มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้น 1-2 จะเข้าชมได้ฟรี ซึ่งมันเตี้ยๆ ไม่สูงมาก 20 กว่าเมตร แต่ถ้าอยากขึ้นไปถ่ายรูปเมืองจากมุมสูงจะต้องซื้อตั๋วขึ้นไป (ความสูงประมาณ 90 เมตร) จุดชมวิวนี้อยู่กลางเมืองพอดีๆ จะเห็นเมืองได้ทั้ง 4 ทิศ

เห็นสวนโอโดริทอดยาวตัดผ่านกลางเมืองเลย

มุมอื่นก็สวยไม่แพ้กันนะ

#ศาลเจ้าฮอกไกโด

เป้าหมายต่อคือจุดจุดท่องเที่ยวที่สายธรรมชาติ-วัฒนธรรมน่าจะชอบกันคือ ศาลเจ้าฮอกไกโด น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในเมืองนี้ที่แสดงความเป็นญี่ปุ่นให้เห็น (ฮา)

การเดินทางคือนั่งรถไฟฟ้าสายสีส้มโทไซ (Tozai) ไปไม่กี่สถานนีก็จะถึงสถานนี มารุยามะโคเอ็น (Maruyama Koen) หรือสวนมารุยามะ ที่นี่จะมีสถานที่ไปเที่ยวได้ 2 ที่คือ ศาลเจ้าฮอกไกโด (ที่เราอยากไป) และสวนสัตว์มารุยามะ (ที่น้องเราอยากไป)

จะเรียกสวนหรือเรียกป่าขนาดย่อมดีก็ไม่รู้นะ เพราะทางเดินผ่านสวนเหมือนเดินผ่านป่าเลย (ฮา)

เดินตามทางในสวนไปเรื่อยๆ จะเจอกับบันไดหินและซุ้มประตูโทริอิอันเป็นเหมือนทางเข้าของศาลเจ้า เท่าที่สังเกตดูคนญี่ปุ่นที่มาศาลเจ้าจะมายืนคำนับที่นี่ตอนขากลับ

ศาลเจ้าประจำเกาะฮอกไกโด สร้างตั้งแต่ปี 1871 โดยคณะบุกเบิกดินแดนยุคแรกๆ เป็นศาลเจ้าแบบศาสนาชินโต ที่มีการเชิญเทพมาประทับถึง 4 องค์ รวมถึงวิญญาณขององค์จักรพรรดิเมจิด้วย

ตอนไปถึงเป็นเวลาประมาณบ่าย 3 ซึ่งไม่มีคนเลย! ไม่มีจริงๆ กลุ่มของเราเลยกลายเป็นนักท่องเที่ยวสองคน ถ่ายรูปได้โดยไม่ต้องหลบใครเลย (ฮา)

#สวนสัตว์มารุยามะ

สวนสัตว์ประจำเมืองซัปโปโร ตั้งอยู่เชิงเขามารุยามะในเขตสวนมารุยามะเช่นกัน เดินต่อจากศาลเจ้าฮอกไกโดมาไม่ไกลมาก (ออกจากศาลเจ้าแล้วเลี้ยวขวา จะมีทางเดิน แม้จะเหมือนไปไม่ได้แต่มันไปได้ล่ะ)

สวนสัตว์มีสัตว์เขตร้อนตามปกติแต่ที่พิเศษคือจะมีสัตว์จากเขตหนาวเย็นด้วย

สัตว์จากเขตหนาวเย็นของที่นี่จะต่างจากเมืองไทยคือมันอยู่ outdoor ได้เลย ไม่ต้องอยู่ในตู้กระจกติดแอร์เนื่องจากอากาศเย็น

ไฮไลท์ของที่นี่น่าจะเป็นหมีขั้วโลก หมีสีน้ำตาล หมาป่า จิ้งจอกแดง เพนกวิ้น และนกกระเรียน

อ้อ ที่สวนสัตว์จะมีสินค้าพวกของที่ระลึกขาย ซึ่งเอกลักษณ์ของที่นี่จะเป็นสินค้าลายหน้าหมีขาว เราซื้อเสื้อยืดลายหมีขาวมา 1 ตัว

円山動物園 T-shirt - ค้นหาด้วย Google - Mozilla Firefox_2016-06-13_18-00-54


 

ของฝาก

ของน่าซื้อที่ฮอกไกโด เอาจริงๆ มันไม่มีอะไรนอกจากของกินล่ะ 555 การหาซื้อก็ไม่ค่อยยาก หาได้ทั่วไปในเกาะฮอกไกโดหรือถ้าใครขี้เกียจแบก ที่สนามบินก็มีขายเหมือนกัน

หมายเหตุ รูปของฝากที่เป็นของกินทั้งหมด ไม่ได้ถ่ายเอง เพราะแกะกินไปหมดล่ะ

Potato Farm

ขนมขึ้นชื่อของฮอกไกโด มันคือมันฝรั่งแท่งทอดกรอบ (หรืออบกรอบนี่แหละ) ลักษณะเหมือนเฟรนฟรายธรรมดาแต่ความอร่อยมันไม่ธรรมดา ในบางฤดูที่ของขาดตลาดถึงขนาดว่ามีจำกัดว่าคนนึงซื้อได้แค่กล่องเดียวเลยนะ

Royce ช๊อกโกแลตสด

ช๊อกโกแลตที่เนื้อเป็นเหมือนครีมนุ่นๆ ภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่นก็มีขายแหละ (ในไทยก็พอจะมี) แต่สำหรับที่นี่ โรงงานช๊อกโกแลตร้อยซ์อยู่ในสนามบินเลย ความสดนี่รับรองได้ จริงๆ การนำช๊อกโกแลตสดกลับมาไทยจะต้องใส่ห่อความเย็นที่จะมีขายในร้าน ดังนั้นแนะนำให้ซื้อที่สนามบินเลยดีกว่า แต่ถ้าใครกลับถึงไทยแล้วบ้านอยู่ในกรุงเทพ ไม่ต้องเดินทางต่อไปไกล ถห่อเก็บความเย็นอาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่

Shiroi Koibito

ช๊อกโกแลตขึ้นชื่ออีกอย่างของที่นี่ แต่จะไม่ใช่ช๊อกโกแลตเพียวๆ เป็นบิสกิตใส่ช๊อกโกแลต อยู่ที่ฮอกไกโดดังมาก แต่เราว่าเราชอบ Royce มากกว่าแฮะ

แต่ที่ชอบจริงๆ น่าจะเป็นเจ้านี่ ช๊อกโกแลตกระป๋องยี่ห้อเดียวกัน มันก็คือเครื่องดื่มรสช๊อกโกแลตนั่นแหละ แต่มันเข้มข้นมาก ทริปนี้ซื้อกินเองไปหลายกระป๋องแล้ว

White Chocolate Strawberry

สตอเบอร์รี่อบแห้งเคลื่อบด้วยช๊อกโกแลตขาว เอาจริงๆ เป็นเมนูที่เราคิดว่าเราคงไม่ชอบ เพราะไม่ชอผลไม้รสเปรี้ยว แต่พอลองกินแล้วก็อร่อยดี ซื้อกลับมาตั้ง 2 ห่อ

Melon Chocolate

ช๊อกโกแลครูปเมล่อนฮอกไกโด อันนี้ก็อร่อยเหมือนกัน

ดูๆ ไปแล้วของฝากก็มีแต่ช๊อกโกแลตเนอะ เต็มไปหมดเลย

กลับบ้านกันเถอะ

ผ่านไป 6 วันจะว่าเร็วไป ก็เร็วอ่ะนะ แป๊ปๆ ก็บินกลับซะแล้ว … เอาเป็นว่าจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ เจอกันใหม่ทริปหน้า บาย

5629 Total Views 2 Views Today
Ta

Ta

สิ่งมีชีวิตตัวอ้วนๆ กลมๆ เคลื่อนที่ไปไหนโดยการกลิ้ง .. ถนัดการดำรงชีวิตโดยไม่โดนแสงแดด ปัจจุบันทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับเว็บไซต์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง งานอดิเรกคือ เขียนโปรแกรม อ่านหนังสือ เขียนบทความ วาดรูป และ เล่นแบดมินตัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *