รวม syntax พื้นฐานของภาษา Python ฉบับรวบรัด

คราวที่แล้วเขียนบทความรวม syntax พื้นฐานของภาษา Java ไปแล้ว คราวนี้จะมาเขียนของภาษายอดนิยมอีกตัวหนึ่งคือ Python กันบ้าง

ในตอนนี้ Python ถือว่าเป็นหนึ่งในภาษายอดนิยมเพราะสามารถเอาไปใช้งานในด้าน Data Sci. ได้เป็นอย่างดี (เอาไปทำอย่างอื่นเช่นเขียนเว็บก็ได้นะ) เลยมีคนสนใจเยอะมาก

ในบทความนี้จะพูดถึง syntax พื้นฐานการเขียน Python ซึ่งจะเน้นที่เวอร์ชั่น 3 เป็นหลัก

Running Mode

สำหรับภาษา Python นั้นเป็นภาษาแบบ interpreter ซึ่งทำให้เรารันโปรแกรมได้ 2 รูปแบบคือ

terminal

เป็นการรัน Python ใน terminal หรือ command-line ซึ่งจะเป็นการพิมพ์คำสั่งทีละคำสั่ง โดยไม่ต้องสร้างไฟล์ .py ขึ้นมา

วิธีการใช้คือรันคำสั่ง python หลังจากนั้นก็จะเป็น terminal ของ Python เด้งขึ้นต่อมาให้พิมพ์โค้ดได้เลย

ส่วนใหญ่จะเอาไว้เทสโค้ดหรือทดสอบอะไรเล็กๆ น้อยๆ เน้นความเร็วซะมากกว่าเขียนโปรแกรมจริงจัง

file

วิธีที่ 2 ส่วนใหญ่จะใช้กับการเขียนโปรแกรมแบบปกติ จะต้องเขียนโค้ดในไฟล์นามสกุล .py ของ Python ส่วนวิธีการรันโปรแกรมจะใช้คำสั่งเหมือนกับโหมด terminal แต่ต้องเพิ่มชื่อไฟล์ตามหลังด้วย เช่น python main.py เป็นต้น

หรืออีกวิธีคือใช้ IDE สำหรับเขียน Python โดยเฉพาะเช่น PyCharmAnaconda, หรือ Canopy  ซึ่งโปรแกรมพวกนี้สามารถรันได้ในตัวเองอยู่แล้ว

Input/Output

การรับค่าในภาษา Python จะใช้คำสั่ง input() ส่วนการปริ๊นค่าออกมาจะใช้คำสั่ง print() ซึ่งในจุดนี้สำหรับ python2 และ python3 จะเขียนต่างกันพอสมควรเลย

#python2
num = input("input the number: ")
name = raw_input("input your name: ")

#python3
x = input() #always get String

สำหรับ python2 การรับค่าที่เป็นตัวเลขจะใช้ input() ธรรมดาส่วนถ้าอยากได้ค่าเป็น string จะใช้ต้อง raw_input() แทน

ส่วน python3 จะเหลือแค่ input() ตัวเดียวซึ่งให้ค่าเป็น string เสมอ แต่ถ้าอยากได้เป็นตัวเลข ก็สามารถ cast string ให้เป็น int หรือตัวแปรชนิดอื่นๆ ได้ด้วยคำสั่งพวก int() และ float()

#python3
num = int(input("input the number: "))
name = input("input your name: ")

ส่วนการ print ก็ต่างกันเช่นกัน แบบนี้

#python2
print "hello world!"

#python3
print("hello world!")

นั่นคือใน python2 นั้น print จะถือว่าเป็นคำสั่งประเภทนึง แต่ใน python3 นั้นจะถือว่า print() นั้นเป็นฟังก์ชัน ดังนั้นต้องใส่ ( ) ทุกรอบ

 

Comment

มีสองแบบคือ

  • inline
  • block
#ตรงนี้เป็นคอมเมนท์นะ

print("hello") #ตรงนี้ก็เป็นคอมเมนท์นะ

"""
อันนี้เป็นคอมเมนท์
แบบblock
ละนะ
"""

 

Variable

ตัวแปรในภาษา Python เป็นแบบ dynamic-type คือสามารถเป็น value ได้ทุกชนิดโดยไม่ต้องกำหนดประเภทของชนิดข้อมูล (ไม่เหมือนพวกภาษา C, Java ที่ต้องกำหนดตัวแปรเช่น int x สำหรับเก็บจำนวนเต็มโดยเฉพาะ)

Data Type หลักๆ ของ Python มี

  • int   – จำนวนเต็ม เช่น 1, 200, 1024
  • float ทศนิยม เช่น 12.34, 3.1416
  • str   – ตัวอักษรและอักขระ ในภาษานี้ไม่ได้แยกเป็น char เป็นนับรวมๆ เป็นตัวอักษรทั้งหมดเลย เช่น “Tamemo.com” หรือ “This is a book” (ใช้ได้ทั้งแบบ “…” double-quote และแบบ ‘…’ single-quote)
  • bool  – ค่าความจริงซึ่งมีแค่ 2 ค่าเท่านั้นคือ True / False
  • None  – มีค่าคล้ายๆ กับค่า null หรือ nil ในภาษาอื่น คือค่าที่ไม่มีค่าใดๆ (แต่จะทำให้ตัวแปรเกิดขึ้นได้ ใช้กับกรณีที่ต้องการให้ตัวแปร ซึ่งฐานนะของตัวแปรตัวนั้นจะต่างจากตัวแปรที่ยังไม่ได้กำหนดค่ามาก่อนที่เป็น undefined)

เนื่องจากภาษา Python เป็นภาษาแบบ interpreter เลยไม่มีปัญหากับการจองขนาดหน่วยความจำ (เพราะยังไงก็ต้องคำนวนตำแหน่งหน่วยความจำแบบ pointer อยู่แล้ว) ตัวแปรประเภทตัวเลขเลยสามารถเก็บกี่หลักก็ได้ไม่มีปัญหาแบบภาษาตระกูล C ที่ต้องกำหนดขนาดของตัวเลขให้ชัดเจนว่าใช้กี่ byte ในภาษานี้เลยแบ่งเป็นแค่ int กับ float ก็เพียงพอแล้ว

เราสามารถกำหนดค่าให้ตัวแปรและทำ operation ทางคณิตศาสตร์ได้แบบนี้

x = 10 #กำหนดค่า
x = 1 + 1 #บวก
x = 2 - 3 #ลบ
x = 4 * 5 #คูณ
x = 8 / 4 #หาร
x = 7 % 3 #หารเอาเศษ
x = 2 ** 5 #ยกกำลัง

x += 1 #มีค่าเท่ากับการเขียนว่า x = x + 1

10 == 10 #ได้ค่าเป็น True เป็นการเช็กว่าค่าทั้งสองเท่ากันหรือไม่ (ในกรณี 1 กัย "1" จะถือว่าไม่เท่ากันนะ)
1 != 2 #จะได้ค่าเป็น False เอาไว้เช็กว่าไม่เท่ากับกัน

แล้วก็ภาษานี้ไม่มีการใส่ ; หลังจบประโยคนะ

การทำ Type Casting หรือการแปลชนิดของตัวแปรจะใช้คำสั่งตามชนิดของตัวแปรชนิดนั้น เช่น

x = 1
y = float(x) #แปลง int เป็น float

x = 1.5
y = int(x) #แปลง float เป็น int

x = "2385"
y = int(x) #แปลง str เป็น int

สำหรับการเช็กว่า variable หรือ value ต่างๆ เป็น data type ชนิดไหนจะใช้คำสั่ง type() ในการเช็ก

x = 10
type(x) #int

y = 3.1416
type(y) #float

name = "tamemo.com"
type(name) #str

b = True
type(b) #bool

n = None
type(n) #NoneType

การแสดงค่าใน Python จะใช้คำสั่ง print() แบบนี้

print("hello world!")

x = 10
print(x)

แต่การใช้ print ในภาษานี้จะต่างจากภาษาอื่นๆ นิดหน่อยคือมันจะ auto new-line หรือปริ๊นค่าเสร็จแล้วขึ้่นบรรทัดใหม่ให้ทันทีเลย

ข้อแตกต่างระหว่าง python2: ใน Python3 คำสั่ง print นั้นถือว่าเป็น function ดังนั้นต้องเขียน ( ) ด้วยทุกครั้ง ต่างจาก python2 ที่เขียนแค่ print “hello world!” ได้

สำหรับการลบตัวแปรทิ้งจะใช้คำสั่ง del เช่น del x

 

Data Structure

เป็นชนิดตัวแปรแบบ data struct ในภาษา Python ประกอบด้วย

list

เป็นตัวแปรที่เก็บได้หลายค่าในตัวเดียว เทียบเท่ากับ array ในภาษาอื่น แต่ไม่จำกัดความยาว สามารถเพิ่มสมาชิกหรือลบทิ้งออกไปได้เรื่อยๆ index ของ list ใช้แบบ zero-base หรือเริ่มต้นค่าแรกใน list จะเริ่มต้นที่ตำแหน่ง 0 แบบภาษา C

num = [10, 20, 30, 40]
manga = ["One Piece", "Bleach", "Naruto"]

print(num[0]) #10
num[0] = 100 #ตอนนี้ num จะมีค่าเป็น [100, 20, 30, 40]

คำสั่งเริ่มสำหรับการจัดการข้อมูลใน list อื่นๆ เช่น len(), .append(), .insert(), .pop() แบบนี้

data = [1, 2, 3, 4]

#ถามขนาดของ list
len(data)
#4

#เพิ่มค่าเข้า list ในตำแหน่งท้ายสุด
data.append(5)
#[1, 2, 3, 4, 5]

#เพิ่มข้อมูลใส่ list ในตำแหน่งที่ระบุ
data.insert(0, 100)
#[100, 1, 2, 3, 4, 5]
data.insert(2, 200)
#[100, 1, 200, 2, 3, 4, 5]

#ขึ้นข้อมูลออกจาก list (ดึงออกมาจากข้อมูลจะถูกลบทิ้งออกไปจาก list เลยนะ)
x = data.pop(0)
#x จะมีค่าเป็น 100 ส่วน data จะเหลือแค่ [1, 200, 2, 3, 4, 5]
y = data.pop()
#ถ้าไม่ระบบตำแหน่ง จะหมายถึงตำแหน่งท้ายสุด
#y จะมีค่าเป็น 5 สวน data จะเหลือแค่ [1, 200, 2, 3, 4]

list ใน Python มีฟีเจอร์น่าสนใจอีกตัวคือ “sub-list” หรือการตัด list ออกมาเป็นช่วง จะใช้เครื่องหมาย [x:y] โดย x แทนตำแหน่งเริ่มตัด และ y แทนตำแหน่งหยุดตัด

data = ["A", "B", "C", "D", "E"]

data[1:3]
#["B", "C"]

data[2:5]
#["C", "D", "E"]

data[:3]
#["A", "B", "C"]

data[2:]
#["C", "D", "E"]

data[:]
#["A", "B", "C", "D", "E"]

ถ้าไม่กำหนด x จะหมายถึงเริ่มตั้งแต่ต้น list ส่วนถ้าไม่ได้กำหนด y หมายถึงเอาจนถึงตำแหน่งสุดท้ายของ list เลย

ในการใช้ list ต้องระวังไว้อย่างนึงคือ list เป็นตัวแปรแบบ reference-type หรือเป็น pointer นั่นเอง การสั่ง = อาจจะมีปัญหาในบางครั้งได้ เช่น

a = [1, 2, 3]
b = a
b[0] = 100

#b จะมีค่าเป็น [100, 2, 3]
#แต่เนื่องจากส่งค่ากับเป็นแบบ ref ดังนั้นค่าของ a เลยโดยด้วยเป็น [100, 2, 3] เช่นกัน

#ส่วนวิธีแก้จะใช้การ casting หรือการ sub-list ได้ทั้ง 2 วิธีแบบนี้
b = a[:]
#หรือ
b = list(a)

tuple

มันคือ list ที่ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ (รวมถึงไม่สามารถ เพิ่ม/ลด data ได้ด้วย) พูดง่ายๆ มันคือ const list หรือ final list นั่นเอง วิธีการสร้างจะคล้ายๆ กับ list แต่เปลี่ยนเครื่องหมาย [ ] เป็น ( ) เท่านั้นเอง

data = (10, 20, 30, 40)

print(data[0]) #10

dictionary

หรือชนิดตัวแปรประเภท dict เป็นการเป็นข้อมูลแบบ key-value เทียบได้กับ HashMap ในภาษา Java หรือ โครงสร้างข้อมูลยอดฮิตแบบ JSON

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก dict จะคล้ายๆ กับ list ที่ต้องกำหนดชื่อของ index ด้วยตัวเอง เป็นชื่ออะไรก็ได้ (ปกติแล้วการอ้างอิงข้อมูลใน list เราจะใช้ตัวเลข index เริ่มจาก 0,1,2,… ไปเรื่อยๆ) โดยสัญลักษณ์ของ dict จะใช้ {key:val}

data = {
    "name": "Momo",
    "score": 100,
    "pass": true
}

set

ตัวนี้จะใช้หลักการตามวิชาคณิตศาสตร์เลย คือสมาชิกของ set จะมีแค่ 1 ตัวต่อ 1 ค่า หรือพูดง่ายๆ คือจะมี value ไม่ซ้ำกันเลย (unique list นั่นเอง) สัญลักษณ์ของ set จะใช้คล้ายๆ กับ dict คือ { } ดังนั้นระวังใช้สับสน

data = {10, 20, 30, 10, 20, 40}
#data จะเหลือแค่ {10, 20, 30, 40} เพราะ 10 กับ 20 ซ้ำนั่นเอง

contains

ในการเช็กว่ามี value ตัวนี้ใน data structure นั้นๆ หรือไม่เราจะใช้คำสั่ง in ในการเช็กนะ แบบนี้

data = [10, 20, 30, 40]
10 in data #True

data = (10, 20, 30, 40)
10 in data #True

data = {"A": 10, "B": 20, "C": 30}
10 in data #False
"A" in data #True

สังเกตอย่างนึงคือการเช็ก dict นั้นจะเช็กด้วย key ไม่ใช่ value แบบตัวอื่นๆ

 

String

ประโยคใน Python จะใช้ได้ทั้ง (double quote) และ (single quote) ซึ่งใช้ตัวไหนก็ได้ มีค่าเท่ากันเลย … แต่มีตัวพิเศษเรียกว่า triple quote เขียนแบบนี้ “”” (มันคือการเขียน double quote ต่อกัน 3 ตัว) ซึ่งวิธีการใช้ “”” จะต่างกับ ” และ ‘ คือเราสามารถเขียน newline (ขึ้นบรรทัดใหม่) ได้ด้วย

name = "Momo"

website = 'TAMEMO.com'

content = """
this is a book.
not a pen
"""

สำหรับการต่อ string หรือ concat จะใช้ + แบบปกติ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ string ในภาษา Python ไม่สามารถ + กับข้อมูลชนิดอื่นได้ เช่น str + int (พูดง่ายๆ คือมันไม่มี auto toString นั่นเอง) จะต้องแปลงข้อมูลชนิดอื่นให้เป็น str ซะก่อน

name = "Momo"
print("hello " + name)

x = 10
print("answer is " + str(x))

และใน Python นั้น string สามารถเอามา * ได้ด้วยนะ แบบนี้

"A" * 10
#AAAAAAAAAA

และคุณสมบัติอีกอย่างคือ string นั้นจะทำตัวเหมือนกับ list ของ character ดังนั้น list ทำอะไรได้ string ก็ทำแบบนั้นได้แหละ

sentence = "www.TAMEMO.com"

"""
0  1  2  3  4  5  6  7  8  9  10 11 12 13
w  w  w  .  T  A  M  E  M  O  .  c  o  m
"""

sentence[0] #w
sentence[4] #T
sentence[-1] #m ถ้าใช้ค่า - จะหมายถึง index จากฝั่งท้ายแถว

sentence[4:10] #TAMEMO

len(sentence) #14

"TA" in sentence #True

string format

คล้ายๆ กับ printf ในภาษา C คือเราสามารถ string format ใน Python ได้เช่นกันโดนใช้ % ในการระบุตัวแปรตามหลัง

  • %d: แสดงค่าจำนวนเต็ม
  • %f: แสดงค่าจุดทศนิยม
  • %s: แสดงผล string
x = 123
"x value is %d" % x
#x value is 123

x = 1
y = 2
"%d + %d = %d" % (x, y, x+y)
#1 + 2 = 3

name = "Momo"
"welcome, %s" % name

pi = 3.1416
"PI is %.2f" % pi
#PI is 3.14

ในกรณีที่มีตัวแปรหลายตัวจะต้องครอบตัวแปรทั้งหมดด้วย ( ) หรือ tuple

หรืออีกวิธีนึงคือใช้ .format() แทน

x = 10
y = 20
"{0} and {1} and {0}".format(x, y)
#10 and 20 and 10

x = 12.345
y = 6.7890
"{0:.2} {1:.1}".format(x, y)
#12.34 6.7

และใช้ upper() กับ lower() ในการทำให้ตัวอักษรเป็นตัวใหญ่ทั้งหมด และตัวเล็กทั้งหมด

"TAmemo".upper()
#TAMEMO

"TAmemo".lower()
#tamemo

 

Control Flow

ตัวควบคุมการทำงานของโปรแกรม ส่วนนี้จะคล้ายๆ กับภาษาอื่นๆ คือมี if-else  while  for ให้ใช้ (แต่ไม่มี do..while นะ)

แต่สิ่งที่แตกต่างจากภาษาอื่นๆ แบบชัดๆ คือ “code block” ของ Python นั้นจะไม่ใช่การเขียนด้วย { } หรือ BEGIN-END แบบภาษาอื่นแต่ใช้ indent ในการแบ่ง code block แทน

สำหรับ indent คืออะไร มาดูกันในตัวอย่างแรกกับ if

if

เอาไว้เช็กว่าถ้า condition เป็นจริง จะทำงาน statement ในคำสั่ง if แบบนี้

if x > 10:
    print("x more than ten")

สังเกตว่าในภาษา Python จะไม่มีการกำหนด { } ครอบส่วนที่เป็น block ของ if แต่จะใช้การ “space เว้นวรรค (มาตราฐานคือ 4 space)” หรือการใช้ “tab แท็บ 1 ครั้ง” แทน

statement ของ if ทั้งหมดจะถูกบังคับให้ indent ออกไป 1 ครั้งจนกว่า indent จะกลับมาอยู่ในระดับเดิม ถึงจะถือว่าจบ if แล้ว

if x > 10:
    print("x more than ten")
    print("นี่ก็ยังถือว่าอยู่ใน if อยู่ล่ะ")

print("ถ้าอันนี้คือออกจาก if แล้ว")

ส่วนถ้าจะเขียน nested-if (if ซ้อน if) ใน if ชั้นที่ 2 ก็จะต้อง indent เข้าไปอีกครั้งนึงแบบนี้

if x > 10:
    print("x more than ten")
    if x % 2 == 0:
        print("and also is even")

ถ้าเทียบกับภาษาตระกูล C ก็คือ

if(x > 10){
    print("x more than ten")
    if( x % 2 == 0){
        print("and also is even")
    }
}

สำหรับ logical operator … เวลาเรามีหลาย condition เราสามารถเชื่อมประโยคได้ด้วยการใช้ and or และ not ซึ่งในภาษา Python จะใช้ตรงๆ เลยคือใช้ and  or  not (ซึ่งเทียบได้กับ &&  ||  ! ในภาษาตระกูล C)

else

เป็นส่วนเสริมของ if เอาไว้เช็กในกรณี condition เป็น False จะลงไปทำ statement ใน else แทน … แน่นอนว่าใช้การแบ่ง block ด้วย indent เหมือนเดิมแบบนี้

if x > 10:
    print("x more than ten")
else:
    print("not more than ten")

และเนื่องจาก Python แบ่ง block ด้วย indent ดังนั้นถ้าเราเขียน nested if-else หลายๆ ชั้นมันจะออกมาเป็นแบบนี้

if x > 10:
    print("...")
else:
    if y == 5:
        print("...")
    else:
        if not z:
            print("...")
        else:
            print("...")

แน่นอนว่ามันใช้ได้นะ แต่มันก็ดูเขียนยาก แถมอ่านยากอีกตั้งหาด เขาก็เลยมีคำสั่ง elif มาให้ใช้

if x > 10:
    print("...")
elif y == 5:
    print("...")
elif not z:
    print("...")
else:
    print("...")

while

อันนี้เป็น loop แบบเบสิกมากๆ เลย วิธีการใช้จะคล้ายๆ if เป็นจะวนทำซ้ำไปจนกว่า condition จะเป็น False

i = 1
while i < 5:
    print(i)
    i += 1

#1 2 3 4

การแบ่ง block ของ while ก็เหมือนกับ if ละนะ คือต้องใช้ indent ในการบอกว่าส่วนใหญ่ยังเป็น statement ของ while อยู่

for

ปกติแล้วถ้าใครเคยเขียนโปรแกรมในภาษาอื่นๆ มาก่อน การเขียน loop ประเภท for จะออกมาหน้าตาประมาณนี้

var data = [10, 20, 30, 40];
for(i = 0; i<data.length; i++){
    print( data[i] );
}

//10 20 30 40

นั่นคือ for ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดรูปแบบการเขียนลูปให้เป็นระเบียบขึ้นจากการใช้ while นั่นเอง แต่สำหรับ Python แล้วเราจะไม่สามารถเขียน for แบบนี้ได้อีกต่อไป แต่จะเป็นแบบนี้

data = [10, 20, 30, 40]

for x in data:
    print( x )

# 10 20 30 40

for ใน Python นั้นจะใช้สำหรับการวนข้อมูลประเภท list, tuple, dict เป็นหลัก โดยจะทำการวนลูปตั้งแต่ตัวแรกจนถึงข้อมูลตัวสุดท้ายให้ ซึ่งเราไม่ต้องสร้าง counter หรือตัวแปรเอามานับรอบ (เช่นในตัวอย่างนี้คือตัวแปร i) แต่ให้สร้างตัวแปรมาหนึ่งตัว เป็นตัวแทนของ data[i] มาแทน (ในตัวอย่างคือตัวแปร x …แต่ก็สร้างเป็นชื่ออะไรก็ได้นะ) ที่เหลือ Python จะจัดการให้ทั้งหมด

ดูๆ ไปแล้วมันก็เหมือนกับ foreach สินะ? … ใช่แล้ว! for ใน Python ก็คือ foreach ในภาษาอื่นๆ นั่นเอง (หรือก็คือ for-in for-of นั่นแหละ แล้วแต่ภาษาไหนจะเรียกอะไร)

แต่ถ้าเราต้องการจะใช้ for ในการวนลูปนับเลขเหมือนเดิมก็สามารถทำได้โดยการใช้ range() เข้ามาช่วย ซึ่งเจ้าฟังก์ชัน range ตัวนี้จะเป็นฟังก์ชันสำหรับสร้าง list ของตัวเลขขนาดตามที่กำหนดลงไปขึ้นมา แบบนี้

range(10)
#0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 (ใน python2 จะให้ค่าออกมาเป็น list เลย)

list(range(10))
#0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 แต่ถ้าเป็น python3 จะให้ค่าออกมาเป็น generator ถ้าอยากให้มันเป็น list จะต้อง cast มันอีกทีนึง
#ซึ่งคำสั่ง range ใน python3 จะเทียบได้กับ xrange ใน python2 นั่นเอง

range(5,10)
#5 6 7 8 9 หรือกำหนดค่าเริ่มต้นให้มันก็ได้

พอมันให้ค่าออกมาเป็น list ของตัวเลข ทำให้เราเอาไปวนลูปได้ แบบนี้

for i in range(10):
    print(i)
#0 1 2 3 4 5 6 7 8 9

for i in list(range(10)):
    print(i)
#0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ให้ค่าออกมาแบบเดียวกันเลย แต่ใช้วิธีแรกอีกกว่านะ

data = [10, 20, 30, 40]
for i in range(len(data)):
    print( data[i] )
#10 20 30 40

ส่วนคำสั่ง break และ continue ที่เอาไว้ควบคุมการหยุด/ข้ามรอบของลูปก็ยังใช้ได้ปกติไม่มีปัญหาอะไรนะ

ส่วนการวนลูป dict นั้น iterator ที่ได้มาจะเป็นส่วนของ key นะ ไม่ใช่ value

data = {
    "A": 1,
    "B": 2,
    "C": 3
}

for k in data:
    print(k)
#A B C

for k in data:
    print(data[k])
#1 2 3

pass

ในภาษาอื่นๆ เราสร้าง block ได้ด้วยการใช้พวก { } แต่พอ Python ใช้ indent แทน บางครั้งมันก็จะมีปัญหา เช่น

if( x > 10){
    //do nothing~
}
else{
    print("not more than ten")
}

คือเกิดกรณีที่ภายใน block ไม่มี statement อะไรเลย ถ้าเอาไปเขียนเป็น Python ก็จะออกมาแบบนี้

if x > 10:
 
else:
    print("not more than ten")

ซึ่งการเขียนแบบนี้จะผิดทันที! เพราะภายใน if ไม่มี statement อะไรอยู่เลย (Python ไม่ให้ล่ะ อย่างน้อยต้องมี 1 indent)

วิธีแก้คือเติมคำสั่ง pass ลงไปแทน

if x > 10:
    pass
else:
    print("not more than ten")

 

Function

การประกาศใช้ฟังก์ชันใน Python จะทำผ่านคีย์เวิร์ด def และส่วน body ของฟังก์ชันจะต้องแบ่งด้วย code block แบบ indent เช่นกัน

def hi():
    print("hello, yo yo!")

ซึ่งการใช้ function นั้นไม่จำเป็นต้องระบุ return-type ลงไป คือถ้าอยากจะ return อะไรก็รีเทิร์นได้เลย นอกจากนี้ยังสามารถรับ parameter แบบภาษาทั่วไปได้เช่นกัน

def say_hello(name):
    print("hello, " + name)

say_hello("Momo")
#hello, Momo


def plus(a, b):
    return a + b

print(plus(10, 20))
#30

และก็เหมือนกับภาษาระดับสูงใหม่ๆ ทั่วไปคือเราสามารถใส่ default parameter ได้

def f(x = 1):
    print(x)

f() #1
f(2) #2

 

จริงๆ ภาษา Python ยังมีอะไรที่น่ารู้อีกเยอะ เช่นเรื่องของ list, dict และ การสร้าง class หรือการทำ module แต่เนื่องจากถ้าเขียนต่อไปเนื้อหาจะยาวเกินไป ไว้ต่อในบล๊อกหน้าละกันนะ

240 Total Views 3 Views Today
Ta

Ta

สิ่งมีชีวิตตัวอ้วนๆ กลมๆ เคลื่อนที่ไปไหนโดยการกลิ้ง .. ถนัดการดำรงชีวิตโดยไม่โดนแสงแดด ปัจจุบันทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับเว็บไซต์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง งานอดิเรกคือ เขียนโปรแกรม อ่านหนังสือ เขียนบทความ วาดรูป และ เล่นแบดมินตัน

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *