[ทริป] @South-Korea บันทึกตะลุยเกาหลีใต้ -17℃ อันหนาวเหน็บ!

cover-89-korea

ไปเกาหลีใต้ ตะลุยความเย็นติดลบสิบองศา นั่งเรือไปเกาะนามิ แวะสกีรีสอร์ท ตะลอนตลาดเมียงดง เข้าเคียงบกพระราชวัง เที่ยวหมู่บ้านขุนนางเก่า

เมื่อกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว บริษัทพาไปเที่ยวเกาหลี ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งค์ พี่ๆ ในออฟฟิศโดยเฉพาะคนที่มีดาราหรืออปป้าในดวงใจก็พากันตื่นเต้น แต่สำหรับเราที่เป็นสายญี่ปุ่น-จีนแล้ว เกาหลีเป็นประเทศที่มีความรู้สึกว่ามันก็งั้นๆ ไม่มีอะไร แต่ถึงจะรู้สึกยังไง ถ้าบริษัทพาไปเราก็ไปนะ (ฮา) บันทึกฉบับนี้เลยจะเป็นบันทึกทัวร์เกาหลีใต้ฉบับคนไม่ค่อยอินกับเกาหลีนะ

หาข้อมูลก่อนจะไป

เนื่องจากไม่ใช่คนที่ชอบประเทศเกาหลีใต้เท่าไหร่ ก็เลยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย พูดก็พูดไม่ได้ ไม่เหมือนตอนไปญี่ปุ่นหรือไปฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว (ไม่ได้พูดได้นะ แต่พอมั่วๆ ได้บ้าง) เราเลยต้องหาข้อมูลเป็นพิเศษว่าประเทศนี้มีอะไรบ้าง ยิ่งช่วงเวลาที่เราจะไปนั้นเป็นฤดูหนาววววว~บรื๋อ!

ตอนนั้นห่วงเรื่องอากาศที่สุด เพราะไปฤดูหนาวที่หนักระดับมีหิมะ เปิดพยากรณ์อากาศจาก Google ก็บอกเอาไว้ว่าอุณหภูมิอาจจะลงถึง -7องศาเลยทีเดียว

แต่เรื่องอุณหภูมิยังไม่น่ากลัวเท่ากับลม! Wind Factor ที่อาจจะฉุดอุณหภูมิให้ติดลบหนักกว่าเดิมอีก 10 องศาได้ง่ายๆ ดังนั้นเสื้อต้องกันลมได้ด้วยนะ ถ้ากันไม่ได้นี่แทบจะไร้ประโยชน์

เนื่องจากขี้เกียจหา ทุกอย่างยกเว้นรองเท้าก็เลยไปจบที่ Uniqlo ซื้อเสื้อสเว็ตเตอร์และเสื้อหนาวชั้นนอกสุดแบบขนเป็ดกันลมกันน้ำมา ถือว่าอุ่นใช้ได้ ส่วนรองเท้าตอนแรกก็หาข้อมูลว่าเราไปเจอหิมะจะต้องระดับใส่บู๊ทเลยมั้ย แต่ก็อยากใส่ผ้าใบมากกว่าเพราะเดินสบาย เลยไปหาซื้อรองเท้าผ้าใบแบบลุยๆ นิดๆ มา ใช้ของยี่ห้อ Salomon หุ้มข้อนิดๆ กันน้ำหน่อยๆ แต่ข้อดีคือรองเท้านุ่มไม่กัดเลยแม้จะใส่ครั้งแรก

korea1korea2

สรุปเรื่องการแต่งกาย

ท่อนบน: เสื้อยืด > เสื้อสเว็ตเตอร์ > เสื้อหนาวแบบที่ใส่เมืองไทย > เสื้อขนเป็ดกันลมตัวนอก

ท่องล่าง: กางเกงลองจอห์น > กางเกงยีนส์

รองเท้า: ผ้าใบแบบหุ้มข้อ

อื่นๆ: หมวกไหมพรมแบบปิดหัวปิดหูได้ + ผ้าพันคอ เลือกแบบขนแคชเมียร์ จะอุ่นสุด + ถุงมือ อันนี้ก็ของ Uniqlo อีกเพราะขี้เกียจหา

แค่นี้ก็ไปลุยเกาหลีได้สบายใจแล้ว

ป.ล. เราเป็นคนขี้ร้อน ทนความหนาวได้มากกว่า แต่งแบบนี้ไปยังรู้สึกเย็นๆ เลย ดังนั้นใครที่ขี้หนาวควรจะหาอะไรไปมากกว่านี้นะ (พี่ที่ออฟฟิศบอกกันว่า หมวกกับถุงมือซื้อเพิ่มที่เกาหลีดีกว่า ไปซื้อที่นั่นก็ได้)

เรื่องกล้อง..เรื่องใหญ่

ปกติเราจะใช้กล้อง Sony NEX-5T ซึ่งเป็นกล้องมิลเลอร์เลสรุ่นสูงหน่อยอยู่ แต่กล้องย่อมไม่ถูกกับอากาศหนาว ในเน็ตบางที่รีวิวว่าแบตเตอรี่หมดเร็วบ้าง กล้องค้างไปเลยก็มี ดังนั้นเลยต้องเตรียมมาตราการรับมืออากาศติดลบเกิน10องศากันซะหน่อย

2014-12-23 23.49.34

เขาบอกกันว่ากล้องมิลเลอร์เลสถ้าเจออากาศ 0 องศานี่ยังพอไหว แต่ถ้าลบเกิน10องศาจะเริ่มไปล่ะ (ทริปนี้ เจอหนักสุด -17 องศา) แต่!..ตอนซื้อกล้องมา คนขายก็โฆษณาไว้นะ ว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นสูง (สูงกว่า NEX-3ที่บอดี้เป็นพลาสติก) บอดี้มันกันความเย็นได้เยอะเลยนะเพราะทำจากแมกนีเซี่ยมอัลลอย แต่เราจะเชื่อเขาดีมั้ย ก็ไม่ดีนะ ที่เตรียมไปก็คือกระเป๋ากล้องที่มีฉนวนเล็กน้อย ไม่ถึงกับเยอะมาก ก็คงพอถูไถ เวลาเอากล้องออกมาถ่าย กล้องเจออากาศเย็นมันก็จะเย็นทั้งบอดี้ ตอนขึ้นรถก็ต้องเอากล้องใส่กระเป๋ากล้องแล้วปิดกระเป๋าซะแป๊ปนึงเพื่อกันไม่ให้บอดี้ที่เย็นเจออากาศอุ่นในรถแล้วเกิดหยดน้ำ ให้มันค่อยๆ หายเย็นด้วยวิธีนี้ก็พอแล้ว

ความประทับใจ (?) ที่อยากพูดก่อนเลยสำหรับเซ้าธ์โคเรีย

– นั่งเครื่องบินเกือบ5ชม. ขากลับนี่ล่อไป6ชม.เพราะบินทวนลม ต้องนอนในเครื่องทำให้นึกถึงตอนไปออสเตรเลีย (รอบนั้น8ชม.) รู้เลยว่าตื่นมาวันแรกจะไม่มีแรงเที่ยว

– หนาวมาก เจอหิมะเป็นครั้งแรก

– อ่าน/พูดอะไรไม่ได้เลย ชนิดไม่รู้ซักตัว ปกติตอนไปจีนหรือญี่ปุ่นจะลองพยายามอ่านป้ายดูก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยอ่านคำอังกฤษ แต่ไปเกาหลีนี่หาแต่ป้ายภาษาอังกฤษอย่างเดียวเลย

– อาหารไม่อร่อย อาหารเกาหลีส่วนใหญ่รสจัด และชอบใส่ซอสแดงๆ ที่เป็นพริกเกาหลี (ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงกิมจิ) แต่ละมื้อนี่ต้องหาเนื้ออะไรที่ไม่โดนซอสกิน แต่ข้าวเป็นข้าวญี่ปุ่น อร่อยดี (ไม่อร่อยตามมาตราฐานคนที่ชินกับอาหารจีนและอาหารญี่ปุ่นมากกว่านะ ใครชอบรสจัดๆ น่าจะชอบ)

– มื้อที่อร่อยที่สุดคือหมูย่างเกาหลีและหมูชาบู (เหมือนจะเรียกว่า “บูลโกกิ”) เพราะเป็นสองมื้อที่อาหารไม่มีส่วนผสมของซอสแดงๆ (ฮา) กินไปเยอะมาก หมูย่างที่เกาหลีนิยมทำมาเป็นชิ้นใหญ่ๆ วางสองชิ้นมิดทั้งเตา แล้วพอย่างเสร็จค่อยเอากรรไกรตัดเป็นชิ้นเล็กๆ อีกที แต่ทำยังไงก็ไม่ถนัดก็เลยตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยเอาลงไปย่าง ทำง่ายกว่าเยอะ

– ระบบรถไฟฟ้าของเกาหลีซับซ้อนกว่าที่ไทยเยอะ แต่ยังไม่เท่าญี่ปุ่น ตอนแรกก็ยังมึนๆ อยู่ว่าไปทางไหน แต่ไม่นานก็จะเริ่มคล่อง ดูแผนผังรถไฟเป็น

– วังกับสถานที่โบราณๆ หน่อยของเกาหลีเหมือนกับวังและโบราณสถานจีน ตัวอักษรที่ใช้ก็เป็นภาษาจีน ส่วนข้าวของเครื่องใช้บางอย่าง เช่นเตาแก๊สที่ใช้ต้มชาบูหมูก็เป็นของญี่ปุ่น สรุปคือมาประเทศนี้ก็ได้กลิ่นอายของจีนและญี่ปุ่นบ้างเล็กน้อย ทำให้รู้สึกว่ามันน่าเที่ยวขึ้นมาหน่อย

– คนเกาหลีชอบเดินชน และไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ แต่จุดที่นักท่องเที่ยวมาเยอะๆ ก็ไม่ได้แย่นะ

– ไม่ค่อยมีสตรีทฟู๊ดขายนอกจากที่ตลาดคนเดินเมียงดง

– ถามว่าให้คะแนนเท่าไหร่ ก็ให้ไม่ถูกเหมือนกัน เอาเป็นว่าผ่านเกณท์ละกัน อยู่ในกลุ่มประเทศที่มาแล้วรู้สึกค่อนข้างดี ดีกว่าตอนที่บริษัทพาไปเที่ยวมาเลเซียปีก่อนโน้น แต่ชอบฮ่องกงเมื่อปีที่แล้วมากกว่า เอาเป็นว่าครั้งนี้ที่มาเพราะบริษัทพามา ถ้าจะให้มาเองคงไม่มานะ

– ชอบประเทศนี้ตรงที่เขามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว คนมีคุณภาพ (แต่ชอบเดินชน) ทำทุกอย่างให้มีเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่นิยมได้ … สมัยก่อนเขายังมาเรียนจากไทยอยู่เลย ตอนนี้แซงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทัวร์ยกแก๊งค์ 4วัน3คืน

– ทริปนี้ไปกับคอสเตอร์ทัวร์ แต่เป็นทัวร์ที่บริษัทเหมาเลยทั้งทัวร์และจัดการรายการเองได้ส่วนหนึ่ง รายการเที่ยวสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกาหลีเลยแบบเราก็ตามคนอื่นเขา ไปล่ะนะ

– ตามกำหนดจะไปด้วยสายการบินบิสเน็สแอร์ทั้งขาไปแล้วขากลับ แต่ช่วงนั้นสายการบินมีปัญหา (เจ้าสายการบินที่เป็นข่าวจ่ายค่าสนามบินไม่ครบจนเขาสั่งห้ามบินนั่นแหละ) ขาไปเอาเครื่องออกไม่ได้ เลยได้ไปการบินไทยแทน รักเลย <3

Day#1

วันแรกที่ มาถึงเกาหลีสภาพคือครึ่งหลับครึ่งตื่น เพราะนั่งเครื่องบินมา 5 ชม.หลับบ้างไม่หลับบ้าง ยิ่งสำหรับคนที่ปกตินอนวันละ 7-8 ชม.ด้วยแล้วเรียกว่าปวดหัวเลย เมื่อมาถึงก็ไปรับกระเป๋าและจัดการเอาเสื้อหนาวออกมาใส่ให้เรียบร้อย

– แล้วพอเดินออกจากสนามบินก็รู้สึกถึงความเย็นสุดๆ สะใจไปเลยในทันที ปีที่แล้วไปฮ่องกงนี่ยังไม่ถึงกับระดับพูดเป็นควัน แต่ที่เกาหลีนี่ทุกลมหายใจเป็นควันหมดเลย เช้าวันแรกที่ไปถึงคือประมาณ -2องศาเท่านั้น

– ไกด์ประจำรถเป็นผู้หญิงชื่อคุณเชง เล่าเรื่องเก่ง เป็นกันเองดี

– ที่แรกที่ไกด์พาไปคือหมูบ้านสีลูกกวาด ลาโพรว้องซ์ ซึ่งตอนนั้นกำลังง่วงอยู่แถมเพิ่งเจออาหารหนาวติดลบเป็นครั้งแรกเลยไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ ถ่ายรูปสองสามแชะ แล้วก็กลับขึ้นรถนอนดีกว่า (ฮา)

– ประเทศเกาหลีสร้างบ้านเมืองสวยดี แต่ดูไปดูมา นี่มันดีไซน์แบบที่เห็นตอนไปญี่ปุ่นเลยนี่นา แทบจะเหมือนกันเป๊ะ ภูมิประเทศเป็นภูเขาขึ้นๆ ลงๆ ก็เหมือนกันอีกตั้งหาก

– น้ำแข็งเป็นเกล็ดละเอียดมาก ประมาณน้ำแข็งใสเกรดเอ

– กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้อยู่ใกล้กับเกาหลีเหนือมาก (เพิ่งรู้) ระหว่างทางมีขับผ่านพรมแดน มีป้อมทหารและรั้วลวดหนามกันเต็ม แต่คนเกาหลีใต้รู้สึกชิวๆ กันเรื่องนี้ ไม่ว่าท่านผู้นำข้างโน้นจะขู่อะไรก็ก็ขู่เถอะ ก็เห็นขู่มาตั้งแต่เกิดแล้ว

– มื้อเที่ยงของวันแรกก็ไปกินไก่กระทะผัดเรียกว่า ทัคคาลบี ถือเป็นอาหารเกาหลีมื้อแรกที่ได้กินในประเทศเกาหลี (มื้อเช้ากินไข่คนในเครื่องบินไป ไม่นับๆ) เป็นการเอาเนื้อไก่ ข้าว และผักมาผัดกับซอสสีแดง (ซอสพริกเกาหลีเจ้าเก่าที่เจอทุกมื้อ) บนกระทะใบใหญ่ อารมณ์กระทะออส่วน การผัดต้องใช้แรงเล็กน้อย แต่ก็ดีเพราะกำลังหนาวๆ กันอยู่

– แน่นอนว่าอาหารมื้อแรกก็ยังไม่ประทับใจเท่าไหร่ด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้วข้างต้นนะ

– หลังจากกินเสร็จ เราก็มุ่งหน้าสู่เกาะนามิกันต่อ ตอนแรกบอกเลยว่าสับสนระหว่างเกาะนามิกับเกาะเชจู (เอาจริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจอยู่ ฮา)

– มีเรือเฟอรี่พาข้ามไป ตอนนั้นอากาศติดลบใช้มั้ยล่ะ น้ำนี่แผ่นน้ำแข็งลอยเต็มเลย

– ถึงเกาะนามิ ไกด์บอกให้เดินเข้าไปข้างในก่อน ข้างในสวยกว่า เป็นไฮไลท์

– เคยเห็นรูปเกาะนี้ตามภาพถ่ายสวยๆ แต่ช่วงนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิไม่ก็ใบไม้ร่วง ตอนนี้ไปฤดูหนาว เลยเต็มไปด้วยสีขาว ใบไม้ร่วงไปหมดแล้ว … มาฤดูอื่นน่าจะสวยกว่านี้

– เดินเข้าไปค่อนข้างไกล ลมแรงเพราะเป็นเกาะที่ล้อมรอบด้วยน้ำ(แข็ง) ทิวไม้ไม่ช่วยบังลมแต่อย่างใดเพราะมันไม่มีใบแล้ว

– ระหว่างทางมีกองไฟให้อังกันมือแข็งเป็นพักๆ

– แล้วก็เดินไปถึงจุดไฮไลท์ที่ไกด์ว่า เป็นจุดที่มีรูปปั้นคนคู่ (เหมือนจะมาจากซีรีย์เกาหลีสักเรื่องแต่เราจำไม่ได้แล้ว) ก็ถ่ายรูปมาแต่ก็รู้สึกว่างั้นๆ นะ เดินเข้ามาตั้งไกล

– จากข้อที่แล้วเลยไปหาอะไรอย่างอื่นถ่ายแทน

– แต่ก็ไม่มีอะไรให้ถ่ายมากนัก ขาวทุกทิศทาง

– ตามรายการทัวร์ตอนแรกจะพาไปเล่นสกี แต่เวลาไม่พอเลยพาไปแวะดูอย่างเดียว

– วันนี้เป็นวันที่อากาศหนาวพีคที่สุดแล้วคือลงไปถึง -17 แล้วเหมือนจะลดต่ำกว่านั้นอีกเมื่อพระอาทิตย์ตกไปแล้ว

– จริงๆ เสียดาย อยากลองเล่นสกีดู แต่เจออากาศเข้าไปก็คิดอีกทีว่าไม่เล่นอาจจะดีกว่า ขึ้นไปบนยอดเนินแล้วสไลด์ลงมาลมน่าจะแรงกว่านี้

– ตอนเย็น (กลางคืน) มียกแก๊งค์ไปทำกิมจิกัน เหมือนจะเป็นผักกาดแล้วเอาซอสกิมจิทาลงไปก็จบ (ทางโรงเรียนสอนทำเตรียมซอสไว้ให้ก่อนแล้ว ไม่เตรียมไว้ให้วันนี้คงทำไม่เสร็จเพราะเครื่องปรุงมีหลายสิบชนิดมาก)

– ทางโรงเรียนสอนทำกิมจิมีนมโสมให้กิน เขาบอกว่าคนเกาหลีชอบกินอาหารสุขภาพ กินนมโสมทุกวัน ร่างกายแข็งแรง (ไม่อร่อยเลยล่ะ)

– จากนั้นก็ไปกินอาหารเย็นเป็นหมูย่างเกาหลี มื้อนี้ขอโหวตให้ว่าอร่อยสุด (เพราะไม่มีซอสสีแดง 555+)

– เตาก็เตาถ่านบ้านเรานั่นแหละ ไม่มีอะไรแตกต่าง

– หมูย่างเกาหลีชิ้นใหญ่มาก วางได้แค่ 2 ชิ้นก็เต็มเตาแล้ว (อันนี้แหละที่ต่าง)

– จนสุดท้ายก็ต้องตัดให้มันเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนเดิม จะได้ปิ้งง่ายหน่อย

– รสชาติก็ไม่ต่างจากกินในไทยเท่าไหร่หรอก

หมูย่างเกาหลี

– ถึงจะบอกว่าที่นี่มีดีไซน์ แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์การกิน ตะเกียบ ถ้วยข้าว จานอะไรพวกนี้เป็นแบบเดียวกันหมด! ไม่ออกแบบหรือผิดไปจากกันจนทำให้สงสัยว่า มันเป็นกฎหมายหรือเปล่า “ห้ามทำถ้วยข้าว ช้อน ตะเกียบที่แตกต่างออกไป” อะไรแบบนี้ (ฮา) แต่ตะเกียบเกาหลีใช้ยากนะ มันเป็นโลหะแถมทรงแบนๆ อีกตั้งหาก

– คืนแรกที่นอนโรงแรม อาคารตึกข้างๆ ไฟไหม้ด้วย เหตุเกิดมาจากเครื่องทำความร้อนหรือฮีตเตอร์ และที่สำคัญคือสมาชิกทัวร์ครึ่งนึงอยู่อาคารหลังนั้น!! จนต้องอพยพออกมา วุ่นวายไปพักใหญ่

– ห้องน้ำ (ในโรงแรมเกาหลี) คล้ายๆ กับของญี่ปุ่น ส้วมชักโครกก็เป็นของญี่ปุ่น

– ห้องอาบน้ำมีเครื่องทำน้ำร้อนให้ (ไม่มีก็ตายสิคับ) แต่!! ปรับแล้ว…น้ำอุณหภูมิมีสามระดับ หนาวขั้วโลก หนาวสึดๆ และร้อนนรก กว่าจะปรับให้เป็นระดับที่มนุษย์อาบได้ต้องคาลิเบรทนานหน่อย

– มินิมาร์ทเกาหลีของกินก็พอใช้ได้ ระดับ 7-11 เมืองไทยในบ้างที่ แต่ยังไม่ของหลากหลายให้เห็นแล้วร้องว้าว!แบบตอนไปญี่ปุ่น (แต่ดีกว่ามินิมาร์ทที่จีนนะ)

Day#2

วันที่สอง หลังจากจัดการอเมริกันเบรกฟาสต์ (แบบมีอาหารเกาหลีผสมนิดๆ) ที่โรงแรมแล้ว ก็เปิดวันด้วยการไป นัมซาน N Seoul Tower ซึ่งเป็นหอกระจายสัญญาณวิทยุ/โทรทัศน์ และเป็นจุดชมวิวด้วย

– ข้างบนสูงมาก นั่งลิฟท์ความเร็วสูงขึ้นไป เห็นทั้งกรุงโซลเลย

-ถ้าสังเกตชัยภูมิของเมือง โซลล้อมรอบด้วยภูเขาเยอะมาก มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านกลางเมือง

– มีกล้องส่องทางไกลหยอดเหรียญให้เล่นด้วย

– แต่เราไม่เล่นหรอก เพราะเลนส์กล้องเราซูมได้อยู่แล้ว อิอิ

– ที่ใต้ทาวเวอร์ มีกำแพงให้คู่รักมาแปะป้ายคู่ด้วย

– นอกจากนั้น! ยังมีขายกุญแจให้คู่รักเอากุญแจไปคล้องกับรั้วประมาณความรักจะได้อยู่ไปยืนยาวอีกด้วยล่ะ

– มื้อกลางวันเป็นไก่ตุ๋นโสม หลังจากกินลงไปแล้วสรุปได้ว่ามันคือ…

… “ข้าวต้มใส่เนื้อไก่” ดีๆ นี่เอง ไม่รู้สึกถึงรสโสมเลย

– กว่าจะกลับเข้ามาในโซลใหม่ก็มืดแล้ว

– ช่วงนั้นเป็นเวลา twilight แสงแบบพระอาทิตย์กำลังตกดิน ถ่ายรูปออกมาสีค่อนข้างสวย ได้ทั้งส้มและน้ำเงิน

– ช่วงนี้ไกด์พาไปที่ ดงฮวา ดิวตี้ฟรี (Dongwha Duty Free) ซึ่งเป็นห้างขายสินค้าแบรนด์เนม ขาช้อปก็คงชอบกัน แต่เรากับเพื่อนไม่ซื้อเลยออกมาเดินเล่นตามคลองชองเกชอนที่อยู่ใกล้ๆ กันแทน

– คลองนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยเกาหลียังเป็นยุคราชวงค์อยู่ (ราชวงค์อะไรจำไม่ได้แล้ว) รวมอายุก็ 500-600 แล้ว เคยเป็นคลองน้ำเน่าเสีย แต่ได้รับการปรับปรุงให้กลับมาสะอาดเหมือนเดิม

– น่าจะเพราะมืดแล้วเลยไม่ค่อยมีคน ถ่ายรูปได้ไม่มีใครขวาง

– ทั้งเส้นยาวประมาณ 6 กิโล

– สองข้างทางของคลองเป็นตึก ตอนกลางคืนเปิดไฟสว่างสวยดี

– ข้างคลองมีถนนให้เดินได้ หลังจากเดินไปไม่นานจะเจอสะพานพาดข้ามข้างบนเป็นระยะ

– สะพานมี 22 สะพานตลอดเส้นทางซึ่งจุดเด่นคือดีไซน์ของแต่ละสะพานจะไม่ซ้ำกันเลย ตอนแรกกะจะเดินเก็บให้หมด แต่เนื่องจากเวลาไม่อำนวยต้องกลับไปขึ้นรถ เลยเดินไปแค่ครึ่งทางเท่านั้น

– มื้อค่ำไกด์พาไปกินชาบูหมูที่เรียกว่า บูลโกกิ ตอนแรกนึกว่าเป็นข้าวหน้าหมู แต่เป็นหม้อต้มแล้วใส่ผักกับเนื้อหมูลงไป น้ำซุปก็อร่อยดี

– หลังจากนั้นก่อนเข้าโรงแรมก็ไปเดินย่าน อินซาดง และ ตลาดเมียงดง

– อินซาดงเป็นย่านร้านขายของเก่า เป็นของเชิญวัฒนธรรมเช่นตะเกียบไม้ ถ้วยชาม พัด หน้ากาก อะไรพวกนั้น

– ส่วนเมียงดงคือย่านตะลอนกิน สตรีทฟู๊ด และช้อปปิ้งๆๆๆ คนไทยชอบไปกัน ไปปุ๊บเดินไปเรื่อยๆ ได้ยินภาษาไทยแน่นอน ร้านขายเครื่องสำอางส่วนใหญ่พนักงานพูดไทยได้ด้วย

– ไม่ได้ซื้ออะไรอีกเช่นเคย ไปเดินถ่ายรูป แต่เพราะคนเยอะขนาดอากาศเย็นเดินแป๊ปเดียวก็เหนื่อยแล้ว

– ขนมข้างทางบางอย่างก็คล้ายๆ ของประเทศไทยนั่นแหละ บางร้านเหมือนร้านข้างทางในจีน

– ที่เจอเยอะคือร้านโอเด้ง เป็นอาหารต้ม ช่วยให้ร่างกายไม่หนาวได้ดี

– ที่พักวันนี้อยู่ในย่าน คังนัม ถือเป็นดาวน์ทาวน์ของเมืองคล้ายๆ กับสีลมจึงดูดีมีออร่า

– คังนัมเป็นย่านคนรวย ไกด์บอกว่า คอนโดที่นี่ราคาหลัก 60 ล้านบาท++ ได้พื้นที่จึ๋งเดียว (เทียบค่าครองชีพไทยก็ราวๆ 20ล้าน)

– ไกด์เล่าอีกว่า ถึงหน้าตาคุณจะแย่แค่ไหน แต่ถ้าคุณบอกว่าอยู่คังนัม คุณจะดูดีมีออร่าตามโลเคชั่นขึ้นมาทันที (ไฮโซมาก~)

– ห้องนี้เล็กกว่าโรงแรมแรก แต่ดูดีกว่า สมเป็นย่านคังนัม

– รูมเมทที่นอนด้วยจบคณิตศาสตร์มา เปิดทีวีเจอรายการสอนคณิตศาสตร์เอนทรานซ์ นั่งดูเขา integrate หาพื้นที่ กับแก้โจทย์ logarithm ซึ่งเพื่อนชอบมาก บอกในไทยน่าจะมีบ้าง (หรือมีไปแล้ว)

Day#3

วันที่สามเป็นวันฟรีเดย์ หรือพูดง่ายๆ คือวันที่ไกด์ทิ้งเราไป ให้เราเอาตัวรอดกันเอง

– มื้อเช้าไม่เป็นปัญหาเพราะกินที่โรงแรม โรงแรมนี้ทำอาหารอร่อยมาก (อเมริกันเบรกฟาสต์อีกนั่นแหละ)

– วิธีการเดินทางในวันที่ไม่มีรถทัวร์รับส่งก็คือ “รถไฟฟ้า”

– มีเพื่อนเคยมาแล้วก็เลยพอรู้วิธีซื้อบัตรและดูแผนผังเดินรถ มันๆ กันไป โหลดแอพรถไฟฟ้ากรุงโซลมาดู ก็ไปถึงจุดหมายได้ในที่สุด

– เพื่อนในกลุ่มวางแผนจะไปเที่ยวพระราชวังได้แก่ วังเคียงบก และ วังชางด็อก

– วังเคียงบกจะแวะไปดูโชว์พิธีเปลี่ยนเวรยามของทหารองครักษ์ที่ประตูฮวามุนพอ เนื่องจากวันที่4ทัวร์ก็จะพามาเที่ยวเคียงบกอยู่แล้ว (แต่มากันเองเพราะพรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ดูโชว์นี้)

– โซลรถติดมากๆ ดังนั้นรถไฟฟ้าจึงป็นทางเลือกที่ดี

– รถไฟฟ้าสะดวกมากๆ ไปได้ทุกที่

– แต่การไปที่ๆ ไม่ไกลมากแค่บางที จะต้องอ้อม ต้องเปลี่ยนสายรถไฟเยอะมาก เพราะไม่มีรถไฟฟ้าสายตรง

– การเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องตลก

– ไม่ใช่เพราะหาไม่เจอ ที่นี่ทำป้ายบอกชัดเจนมาก มีสีมีลูกศรนำทางให้ตลอดแต่เป็นเพราะ มันไกลมาก เอ้า! ก็เดินลากขากันไปนะ

– สิ่งที่คิดๆ กันไว้คือ ทหารโบราณ 100คน+ ตั้งแถว 10×10 เต็มพื้นที่หน้าวัง สวนสนามพรึบๆ อย่างอลังการ

– ของจริงคือประมาณ 10 คน เดิน ตีกลอง ตรวจเครื่องแต่งกาย เปลี่ยนธง จบจ้า~

– มีทหารหันผิดด้วย รีบหันกลับอย่างแนบเนียน

– หลังจากรู้ตัวว่าโชว์จบแล้ว ทุกคนจึงพากันไปต่อที่พระราชวังชางด็อก ซึ่งเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโซล

– ระหว่างทางเจอขบวนและกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงด้วย มีรถตำรวจรวมตัว มีโล่ด้วย เลยรีบเดินผ่านไป

– พระราชวังชางด็อกเป็นพระราชวังเก่าแก่ แต่สภาพเหมือนใหม่นั่นเพราะว่าวังต่างๆ ของเกาหลีโดนเผาทำลายไปหมดแล้วในช่วงสงครามที่ญี่ปุ่นบุกเข้ามา แต่หลังสงครามรัฐบาลเกาหลีก็สร้างขึ้นใหม่อีกที

– ที่วังนี้มีส่วนที่เรียกว่า อุทยานฮูวอน หรือ สวนลับ (Secret Garden) อยู่ด้วย

– เอาง่ายๆ คือเป็นสวนขนาดใหญ่ มีต้นไม้และสระน้ำเอาไว้ให้พระราชาเดินเล่นผ่อนคลายอิริยาบถ แต่แทนที่จะได้ผ่อนคลายน่าจะเหนื่อยกว่าเดิมมากกว่าเพราะทางในสวนลับเป็นเนินเขาขึ้นๆ ลงๆ แถมไกลมาก เดินกันเป็น ชม.กว่าจะถึงทางออก

– ตอนเข้าชมพระราชวังก็ต้องเสียงตังค์แล้วนะ ถ้าจะเข้าไปดูในสวนลับก็ต้องเสียเพิ่มอีก ซึ่งเปิดเป็นรอบๆ จะมีไกด์เดินบรรยายเป็นภาษาอังกฤษให้ตลอดทางรวมเวลาแล้วใช้ไป 1ชม. 20 นาทีเลย

– มีแมวในสวนลับหลายตัวเลยนะ แต่ละตัวอ้วนเชียว ดูท่าจะหนาว

– เสร็จแล้วไปหาของกินที่ตลาดกวางจัง ตลาดของกินที่ใหญ่มาก แต่คนขายพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้เลย ต้องใช้ภาษามือ

– ตอนแรกจะกลับโรงแรมเลย แต่เพื่อนๆ อยากแวะตลาดเมียงดงกันอีกรอบ ก็ไปกัน

– วันนี้ส่วนใหญ่เดินถ่ายรูปเก็บตกจากเมื่อวานซะมากกว่า

– แล้วก็เดินตามคนอื่นๆ ที่แวะร้านโน้นทีร้านนี้ที ตามความเห็นเรา ของมันคิดเป็นเงินไทยก็ไม่ได้ถูกขนาดนั้นนะ ซื้อเมืองไทยดีกว่าไม่ต้องหิ้วด้วย- กลับโรงแรมอย่างหมดแรง วันนี้เดินทั้งวันเลย- ตอนกลางคืนหิมะตกด้วย ลงมาเป็นฟุ้งๆ เลย

Day#4 ~Final~

วันสุดท้าย เปิดฉากเหมือนเมื่อวานคือกินอาหารเช้า ณ โรงแรม

– ไปเที่ยวพระราชวังเคียงบกซึ่งถือว่าเป็นวังที่เก่าแก่ที่สุดของราชวงค์เกาหลีโบราณ ไกด์เล่าว่าของจริงโดนญี่ปุ่นบุกเผาทำลายไปหมดแล้ว พระราชาองค์สุดท้ายโดนพาตัวไปเป็นตัวประกัน ส่วนราชินีที่ค่อนข้างเก่ง ญี่ปุ่นไม่เอาไว้เลยฆ่าทิ้งไปเลย

– วันนี้ได้เข้าไปดูในวังข้างใน (ที่เมื่อวานไม่ได้เข้า)

– เนื่องจากเป็นฤดูหนาวทุกที่จึงขาวไปหมดไม่ต่างอะไรกับวังชางด็อกเลย ให้ตายเถอะ!

– ด้านหลังวังมีภูเขา คุณไกด์เล่าว่าเป็นภูเขามังกร จึงตั้งวังตรงนี้ เห็นนั่นมั้ย ตาและจมูกมังกรบนภูเขา … อืม มองยังไงก็ มันไม่เป็นมังกรนะ (ฮา)

– จากนั้น รายการสุดท้ายเราก็ไปกันที่หมูบ้านขุนนางเก่าบุนชน

– เป็นหมูบ้านที่สร้างแบบโบราณ บ้านบางบ้านก็มีอายุเป็นร้อยปี โดยรัฐบาลกำหนดว่าบ้านในเขตนี้จะต้องอนุรักษ์วัฒนธรรมแบบนี้ไว้นะ

– เป็นบ้านของขุนนางนะ ดังนั้นจะดูดีมีชาติตระกูลหน่อยๆ

– อยู่บนเนินเอียงมากกว่า40องศา (ดูในรูปสิ) พื้นลื่นเพราะมีหิมะ ต้องเดินระวังๆ ถ้าไม่ระวังนี่กลิ้งได้นะ

– ตรงทางเข้าข้างล่างๆ ยังมีสายไฟฟ้าโยงกันอยู่ แต่พอขึ้นไปข้างบนจะได้อารมณ์เมืองโบราณมาก

– ทุกบ้านยังมีคนอยู่อาศัยจริงนะ ดันนั้นอย่าไปเคาะประตูหรือกระโดดเกาะบ้านเขาล่ะ

– อาหารมื้อสุดท้ายก่อนจะบินกลับเป็นหม้อไฟธรรมดา

– ตึกที่กินอาหารมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ข้างล่าง แต่ของไม่ค่อยดีมากไม่รู้จะซื้ออะไร (อีกแล้ว!)

– เลยละลายเงินวอนอย่างเดียว ซื้อพวงกุญแจมาฝากน้องๆ ที่เรียนพิเศษด้วย และซื้อขนมมากินบ้างเล็กน้อย + ของฝากที่บ้าน

– เงินหมดพอดีเลย เหลือประมาณไม่เท่าไหร่ เอาไปซื้อฮ็อทด็อก+น้ำที่สนามบินเป็นอันจบพิธี แล้วก็กลับสู่เมืองไทย

– ขากลับ กลับด้วยสายการบินบิสเน็สแอร์ แอบเสียดายเล็กๆ ที่ครั้งนี้เที่ยวบินไม่มีปัญหา เลยไม่ได้นั่งการบินไทยเลย

– แต่ก็กลับมาถึงไทยโดยสวัสดิภาพ


ส่วนปีหน้าบริษัทจะพาไปไหนดี ก็มาลุ้นกัน ^__^

สำหรับทัวร์เกาหลีใต้ก็ขอจบแค่นี้ละกัน บายจ้า

5305 Total Views 2 Views Today
Ta

Ta

สิ่งมีชีวิตตัวอ้วนๆ กลมๆ เคลื่อนที่ไปไหนโดยการกลิ้ง .. ถนัดการดำรงชีวิตโดยไม่โดนแสงแดด ปัจจุบันทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับเว็บไซต์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง งานอดิเรกคือ เขียนโปรแกรม อ่านหนังสือ เขียนบทความ วาดรูป และ เล่นแบดมินตัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *