มือใหม่หัดถ่ายรูป – ตอนที่ 5 ว่าด้วย โหมดถ่ายภาพ P A S M Auto Scene

อีกหนึ่งเรื่องที่คนเล่นกล้องใหม่ๆ งงกันมากที่สุดคือ Shooting Mode หรือโหมดถ่ายภาพ

ถ้างงว่ามันคืออะไรดูรูปนี้ได้เลย

ตัวหมุนที่มีตัวอักษรย่ออะไรก็ไม่รู้เขียนอยู่เต็มไปหมดพวกนี้แหละ คือตัวปรับโหมดถ่ายภาพล่ะ ซึ่งกล้องแต่ละยี่ห้อก็มีแผงควบคุมพวกนี้ไม่เหมือนกันอีก สร้างปัญหาให้มือใหม่ได้ไม่น้อยว่าฉันจะต้องหมุนมันไปที่ไหนกันนะ … หมุนไปที่ตัว A ก็กดถ่ายได้ หมุนไปที่ตัว S ก็ไม่เห็นต่างกัน แล้วรูปดอกไม้นี่ล่ะ หมายถึงอะไร? สรุปว่าเอาสบายใจปรับไปที่ Auto ก็แล้วกัน (ฮา)

โอเค งั้นเรามาดูโหมดถ่ายภาพพื้นฐานที่ไม่ว่ายี่ห้อไหนก็มีกันก่อนดีกว่า แล้วโหมดพิเศษๆ อื่นๆ ค่อยว่ากันที่หลัง

โหมดถ่ายภาพพื้นฐาน

เป็นโหมดที่เป็นตัวอักษรย่อหนึ่งตัวคือพวก P A S M นั่นอ่ะนะ (บางยี่ห้อเรียกว่า P* Av Tv M)

ในบทที่แล้วเราพูดเรื่อง 3 พี่น้อง Aperture / Shutter Speed / ISO กันไปแล้วใช่มะ (ใครยังไม่รู้เรื่องกลับไปอ่านก่อนเลยนะ จิ้มที่นี่)

การใช้เจ้าโหมดถ่ายภาพพื้นฐานนี่เปิดโอกาสให้เราควบคุมค่า 3 พี่น้องทั้งสามค่านั่นได้! แต่หากว่าเราต้องตั้งค่าเองทุกค่าแล้วล่ะก็คงถ่ายรูปไม่ทันแน่ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ต้องการความเร็ว มีเวลาให้แค่ไม่กี่วินาทีในการเซ็ตค่า ถ้ามัวนั่งปรับทั้งหมดไม่ทันกิน กล้องดิจิตอลเลยขออาสาเป็นผู้ช่วยในบางกรณีนั่นเอง


กดที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

 

P (Program)

เป็นโหมดอัตโนมัติที่คนใช้ไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายเพราะกล้องบอกฉันจัดให้ทุกอย่างแล้ว! วัดแสงแล้วคำนวนค่าที่เหมาะสมของ A และ S ให้แล้วหน้าที่ของคุณคือปรับแค่ ISO พอ หรือถ้ายังขี้เกียจปรับอีก จะตั้งว่าให้กล้องคิดให้อีกอันก็ยังได้ (ตามทฤษฎีถ้าใช้โหมดพื้นฐานกล้องจะไม่คิด ISO ให้นะ แต่ลองเล่นมาหลายยี่ห้อแล้วก็เห็นตั้ง Auto ISO ได้ทุกยี่ห้อล่ะนะ)

สำหรับกล้องบางตัว หากคุณใช้โหมด P แล้วก็ยังปรับ A และ S ได้นะ โดยถ้ามีการปรับค่าใดค่าหนึ่ง กล้องจะคำนวนค่าแสงที่เหมาะสมใหม่แล้วปรับอีกค่าให้สมดุลกัน

Note: คำว่าคุมเองในที่นี้ หมายถึงว่าเราสามารถหมุนวงล้อความคุมของกล้องเพื่อปรับค่าเองได้ (วงล้อปรับค่าของกล้องแต่ละตัวจะอยู่คนละที่กัน แต่ส่วนมากจะอยู่ไม่ใกล้ๆ ตำแหน่งวางนิ้วชี้ก็นิ้วโป้งล่ะนะ)

ตัวอย่างเช่นตอนแรกกล้องคำนวนให้ว่ารูปนี้ต้องใช้ Aperture = F 3.5 / Shutter Speed = 1/250 s แต่เราดันไปปรับค่า Aperture ให้เหลือ F 4.0 (ปรับให้รูรับแสงแคบลง) แสงเลยผ่านเข้ามาในกล้องได้น้อยลง กล้องเลยพยายามคิดว่าทำยังไงดีให้แสงเข้าเท่าเดิม อ้อ..ในเมื่อมันหรี่รูรับแสง งั้นเราก็รับแสงนานหน่อยละกัน เพื่อจะได้ปริมาณแสงเท่าเดิมไงล่ะ … สรุป ในเคสนี้กล้องเลยดัน Shutter Speed ขึ้นมาที่ 1/120 s (เปิดชัตเตอร์นานขึ้น) เพื่อให้ค่าแสงของรูปยังเท่าเดิมอยู่นั่นเอง

A (Aperture)

โหมดต่อมาเป็นโหมดสำหรับคนที่อยากจะเล่นบ้างอะไรบ้าง ไม่ใช่ซื้อกล้องมาแล้วกล้องคิดแทนฉันทุกอย่างเลย โดยในโหมดนี้ก็ตามชื่อล่ะนะ คือขอให้ฉันคุมค่า A หรือความกว้างของรูรับแสงเองเถอะนะ

โหมด A ถือว่าเป็นโหมดยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่ (ที่ไม่ได้เล่น Auto) ชอบใช้กันมาก แม้แต่ช่างภาพมืออาชีพ ถ้าออกไปข้างนอกไม่ได้ถ่ายงานในสตูดิโอก็ยังใช้กัน เพราะมันง่ายไง เราสามารถหมุนปรับค่าหลักได้ด้วยตัวเอง ที่เหลือกล้องจะช่วยคิดให้ทุกอย่าง

แล้วทำไมเขาถึงอยากจะคุม A หรือความกว้างของรูรับเองกันเองล่ะ … ถ้ายังจำตอนที่แล้วค่า Aperture นั้นส่งผลต่อความ “ชัดตื้น-ชัดลึก” ของภาพไง

รูปถ่ายกว่า 80% ถ้าไม่นับเรื่องการจัดองค์ประกอบ ระยะชัดนี่แหละที่สำคัญที่สุด

Tip: ใครที่เล่นกล้องแล้วอยากจะลองเปลี่ยนตัวเองจากการอยู่แต่โหมดออโต้ แล้วเลื่อนระดับขึ้นมาอีกหน่อย ลองใช้โหมดนี้ดูนะ ง่ายและให้ผลไวที่สุดแล้ว

S (Shutter Speed)

ถ้าโหมด A คือขอคุมรูรับแสงเอง โหมดนี้ก็กลับกันล่ะ … เพราะการปรับไปที่โหมด S นั่นหมายความว่าเราจะขอคุม “ระยะเวลาการเปิดชัตเตอร์” เองเท่านั้นพอ เคสที่ต้องใช้โหมดนี่มีไม่ค่อยบ่อย ส่วนมากจะเป็นรูปที่อยากได้ฟิลอารมณ์เล่นกับการเคลื่อนไหวซะเป็นส่วนมาก เช่นถ่ายรูปนักกีฬาเตะลูกโทษ หรือถ่ายรูปถนนตอนกลางคืนให้ออกมาเป็นเส้นไปวิ่งเป็นตัน

Exposure Value (EV+/-) ระบบชดเชยแสง ถ้ากล้องกะแสงให้ไม่ถูกใจ

ขอออกนอกเรื่องนิดหน่อย EV ไม่ใช่โหมดถ่ายภาพนะ แต่ต้องรู้ไว้

ที่ตัวกล้องระดับสูงหน่อยมักจะมีตัวเลือกให้เราปรับค่าแสง (พูดง่ายๆ คือความสว่างเพิ่มขึ้น หรือให้มืดลงอีกหน่อย) ซึ่งเรียกว่า Exposure Value แต่กล้องส่วนมากจะไม่เขียนคำนี้ปะเอาไว้แต่ใช้สัญลักษณ์ ตัวนี้แทน

เจ้าค่า EV นี่ตอนที่กล้องเพิ่งคำนวนค่าแสงเสร็จเรียบร้อย มันจะอยู่ที่ 0 EV … ภาพส่วนใหญ่ที่ได้จะเป็นภาพที่มีแสงกลางๆ คือดูแล้วไม่สว่างไปหรือมืดไป แต่กล้องมันจะมีตัดสินใจแทนเราได้ทุกเรื่องเหรอ? ไม่มีทางหรอก เพราะบางรูปเราอยากจะถ่ายให้มันออกมาสว่างกว่าความเป็นจริงหน่อย บางรูปก็อยากได้ฉากมืดๆ ดูอารมณ์ดาร์กๆ

ในเมื่อกล้องไม่เข้าใจอารมณ์ศิลป์ หน้าที่นี้เลยตกเป็นของเราแทน โดยกล้องเปิดโอกาสให้เราดันแสงเพิ่ม หรือลดแสงลงได้โดยการปรับค่า EV

  • ปรับไปทาง + ภาพก็จะสว่างขึ้น
  • ปรับไปทาง – ภาพก็จะมืดลง

ส่วนดันได้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะได้แค่ -2 ถึง +2 ในกล้องบางตัวดีหน่อยก็จะดันได้ -3 ถึง +3 ประมาณนั้น

แล้วทำไมเอาเรื่องนี้มาพูดตอนนี้ล่ะ?

เพราะว่าโหมด P A S ที่เพิ่งพูดผ่านไปสามารถปรับค่า EV ได้ยังไงล่ะ (เพราะมันเป็นโหมดอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ) แต่โหมดต่อไปที่เรากำลังจะพูดถึงน่ะ ปรับEVไม่ได้แล้วนะ ต้องเซ็ตค่าด้วยตัวเองทั้งหมดเลยล่ะ

M (Manual)

ถ้าโหมด Auto เป็นโหมดที่บอกให้กล้องคิดให้แทนทั้งหมด แมนนวลก็คือโหมดที่บอกกล้องว่าแกอยู่เฉยๆ ไป ถึงเวลาที่ฉันจะคิดเองทั้งหมดบ้างแล้ว

เอาล่ะ … ถึงเวลาสนุกของคุณแล้ว ค่า 3 พี่น้อง A S ISO ขอเชิญคุณปรับได้ตามอัธยาศัยเลย! การชดเชยแสงหรือ EV ที่เคยใช้ได้ในโหมดอื่นก็โดนdisableไปแล้ว แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ ก็คำนวนค่ารูรับแสงเอง ชัตเตอร์เองไงล่ะ ขอให้โชคดี

งั้นมาดูเคสกันดีกว่า ว่าตอนไหนที่เราควรจะใช้โหมด M

  • ไม่รีบ เพราะกว่าจะปรับค่าเสร็จคงผ่านไปแล้วหลายวินาที ยิ่งคนยังไม่ชิน ครึ่งนาทีแล้วภาพ-แสงยังไม่เข้าที่เลย
  • อยู่ในสตูดิโอ มีเวลาวัดแสงจัดแบบไปเรื่อยๆ
  • เมื่อโหมด P A S มันปรับให้เป็นอย่างที่อยากได้ไม่ได้ซะที ก็ต้องกดเข้าโหมด M แล้วจัดการเองแล้วล่ะ
  • สำหรับคนอยากฝึกฝนเพื่อให้เข้าใจการทำงานของกล้องมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ ที่ผ่านมา พระจันทร์กลมโตสวยงามมาก ส่องแสงสว่างวิ๊งๆ อยากถ่ายรูปเก็บไว้แต่ถ้าใช้โหมดอื่นถ่าย ถ่ายยังไง ก็จะได้ภาพมัวๆ สีเหลืองเพราะพระจันทร์สว่างมาก แต่พื้นหลังที่เป็นท้องฟ้ามืด แถมอยู่ไกลมาก ต้องซูมสุดเลนส์ มือก็สั่น กล้องคำนวนแสงได้มั่วมาก โฟกัสก็ไม่ถูกที่ แบบนี้แหละถึงเวลากดไปโหมด M แล้วค่อยๆ ใจเย็นๆ เซ็ตค่าแล้วล่ะ (ยิ่งเซ็ตได้เร็ว ก็ได้ภาพเร็ว ไม่โดนยุงกัดนะ ฮา)

จะเห็นว่าการใช้โหมด M ได้ ไม่ได้แปลว่าคุณเก่งหรือเป็นช่างภาพมืดอาชีพหรอกนะ แค่สถานการณ์ตอนนั้นมันไม่เอื้ออำนวยให้กล้องคิดแทนได้เท่านั้นเอง ยิ่งตอนไปเที่ยวนะ ใช้โหมด A ไม่ก็ Auto ไปเถอะ … ถ่ายสนุกกว่าเยอะ

โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติ

เรื่องต่อไปเราจะไปพูดกันต่อในเรื่องของโหมดถ่ายภาพที่ทุกคนเลยใช้แน่นอน นั่นคือโหมดอัตโนมัติ

Auto / Auto+

โหมดนี้ไม่พูดไรมากนะ รู้ๆ กันอยู่ กล้องคิดให้ทั้งหมด หน้าที่เรามีแค่กดชัตเตอร์ อย่างมากก็จิ้มๆ ให้กล้องมันรู้หน่อยว่าเราอยากจะโฟกัสตรงไหน … สำหรับกล้องบางรุ่นจะมีโหมดชื่อ Auto แล้วยังมีโหมดชื่อ Auto+ อีก!

แล้วมันต่างกันยังไงล่ะ? เอ่อ … ก็ไม่รู้เหมือนกัน (ฮา) เอาเป็นว่ามี + น่าจะดีกว่า ก็ใช้โหมด Auto+ ละกันถ้ามีให้ใช้ ^__^

SCN (Scene)

มันคือการถ่ายออโต้นั่นแหละ แต่จะฉลาดขึ้นมาหน่อย เพราะเราจะต้องบอกกล้องด้วยว่ารูปที่กำลังถ่ายเนี่ย อยู่ในสถานการณ์แบบไหนกล้องจะได้ฉลาดขึ้นแล้วปรับแสงให้เข้ากับสถานการณ์ตอนนั้น คือแลกกันเราจะบอกเคสแล้วกล้องก็จะคำนวนแสง/สีได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น (ยังเป็นออโต้อยู่นะ)

ซึ่งตัวเลือกที่น่าจะมีในทุกยี่ห้อ (ถ้าต่างกันก็คงไม่มากหรอก) คือ

  • Portrait – โหมดถ่ายภาพบุคคล มีแน่นอน กล้องจะเพิ่มการตรงจับใบหน้า จะได้โฟกัสได้ถูก (มีในบางรุ่น) พร้อมกับพยายามเบลอฉากหลัง บางยี่ห้อเช่นฟูจิมีแอบปรับสีผิวให้อมชมพูด้วย
  • Landscape – ถ่ายภาพทิวทัศน์ ตรงข้ามกับภาพบุคคลคือกล้องจะพยายามปรับให้ทุกจุดในภาพชัดเท่ากัน และมีการเพิ่มสีเขียว/ฟ้าลงไปในภาพด้วย
  • Sport – กล้องจะตั้งชัตเตอร์สปีดให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเปิดโหมดโฟกัสติดตามให้ด้วย
  • Macro – สำหรับถ่ายภาพของชิ้นเล็กๆ เครื่องประดับ แมลงอะไรแบบนั้น กล้องจะพยายามโฟกัสให้ใกล้ที่สุด (ได้แค่ระดับหนึ่ง ไม่งั้นเลนส์มาโครคงขายไม่ออก)
  • Sunset – โหมดที่มีเวลาให้ถ่ายในช่วงนี้แค่วันละไม่ถึง1ชั่วโมงก็ยังมีให้เลือกเลย … โหมดถ่ายภาพดวงอาทิตย์ขึ้น/ตก ภาพจะออกมาเป็นสีเหลืองๆ กล้องจะช่วยดันแสงพวกนั้นให้สดขึ้น
  • Night Portrait – สำหรับถ่ายภาพในตอนกลางคืน ต่างกับกลางวันนิดหน่อยเพราะแสดงน้อย ชัตเตอร์อาจจะต้องช้าลง ถ้ามืดเกินแล้วกล้องมีแฟลช โหมดนี้อาจจะยิงแฟลชออกไปด้วย
  • Night Scene – ส่วนมากเป็นการถ่ายเมืองตอนกลางคืน เพราะมืดมากดังนั้นชัตเตอร์จะช้า ส่งผลให้เห็นไฟเป็นเส้นหรือเป็นรูปแฉกดาว ข้อเสียคือถ้ามือไม่นิ่งพอและกล้องไม่มีกันสั่น ภาพจะเบลอ

คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ แต่ก็มีโหมดที่ไม่ค่อยเจออยู่เหมือนกัน แบบว่าเป็นกิมมิกของยี่ห้อใครยี่ห้อมัน

  • Night Hand-Hold – อันนี้ของโซนี่ ถ่ายภาพกลางคืนโดยที่รู้ว่าฉันมือไม่นิ่งแน่ๆ กล้องจะถ่ายภาพรัว 6 ภาพต่อกัน แล้วเอามาโปรเซสให้ได้รูปที่ชัดออกมา 1 รูป
  • e-Portrait – โหมดกล้องฟรุ้งฟริ้งของโอลิมปัส ที่นอกจากจะถ่ายรูปบุคคลให้แล้ว ยังทำผิวนวลให้ด้วย น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ (โซนี่ก็ทำได้เหอะ อวย ฮา)
  • High Key – ถ่ายภาพให้แสงโอเวอร์ๆ ขาวๆ ฟุ้งๆ (ถ้าใช้โหมดพื้นฐาน ก็คือการปรับค่า EV นั่นแล)
  • Low Key – ถ่ายภาพให้แสงอันเดอร์ๆ มืดๆ ดาร์กๆ (ถ้าใช้โหมดพื้นฐาน ก็คือการปรับค่า EV อีกเช่นกัน)
  • Firework – เอาไว้ถ่ายพลุ กล้องจะลากชัตเตอร์นานๆ เพื่อให้เห็นพลุเป็นเส้น

Panorama

โหมดพิเศษสุดท้ายที่จะพูดถึงคือพาโนราม่า

เป็นการถ่ายแบบหลายๆ ช็อต โดยเราจะต้องหมุนตัวไปเรื่อยๆ ด้วย ส่วนมากจะได้แค่ 180 องศารอบตัวครึ่งนึง ภาพที่ได้ออกมาจะดูเพี้ยนๆ โค้งๆ แปลกตาแต่ได้ภาพยาวที่ต่อเนื่องกัน การถ่ายก็ไม่ยากหรอกแค่ถ้ามีอะไรที่ขยับได้อยู่ด้วยก็ระวังหน่อยละกัน ไม่งั้นเราจะได้เห็นคนใช้วิชาแยกร่าง (ฮา)

19813 Total Views 2 Views Today
Ta

Ta

สิ่งมีชีวิตตัวอ้วนๆ กลมๆ เคลื่อนที่ไปไหนโดยการกลิ้ง .. ถนัดการดำรงชีวิตโดยไม่โดนแสงแดด ปัจจุบันทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับเว็บไซต์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง งานอดิเรกคือ เขียนโปรแกรม อ่านหนังสือ เขียนบทความ วาดรูป และ เล่นแบดมินตัน

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *